Archive for the ‘สาระน่ารู้กับรถยนต์’ category

มาตรฐานในการติดตั้งแก๊สรถยนต์เบื้องต้น

January 5th, 2012

 

 

 

 

ก่อนติดตั้งเราลองมาดูกันครับว่าการติดตั้งแก๊สรถยนต์นั้น มีอะไรที่เราจะต้องศึกษาเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการเริ่มติดตั้งแก๊ส  และการใช้งาน

1. อัตราการเร่งต้องไม่ต่างจากน้ำมัน
2. มีกล่องหลอกหัวฉีด
3. น้ำมันไม่หายไปจากถัง เวลาใช้แก๊ส
4. ไม่โชว์ Error ต่างๆ ที่หน้าปัดรถยนต์
5. ถังแก๊ส ต้องเป็นถังใหม่ เพื่อความปลอดภัย
6. หม้อต้ม หากเป็นมือ2 ต้องเปลี่ยนผ้าใหม่แล้ว
7. ต้องมีใบวิศวกรให้( หรือเปล่า )
8. ต้องมีการตรวจเช็คหลังการติดตั้งให้ รับประกันอย่างน้อย 1 ปี มีใบรับประกันจากอู่ว่าประกันค่าแรงและอะไหล่
9. การเดินสายไฟ หรือท่อต่างๆ ต้องมีการหุ้มป้องกัน

 

 

 

 

 

10. สามารถปรับไปใช้น้ำมัน/แก๊ส ขณะเครื่องติดได้
11. การ Start สามารถเลือกได้ทั้งแก๊ส และ น้ำมัน โดยไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเครื่อง
12. ไม่มีกลิ่นแก๊สเข้ามาในรถยนต์
13. งานติดตั้งภายในเรียบร้อย ไม่มีสายไฟระเกะ ระกะ
14. เจ้าของอู่ไม่ขูดเลือดมากเกินไป
15. ต้องป้องกันไม่ให้ระบบหม้อน้ำมีปัญหา
16. เกย์วัดระดับแก้สในรถต้องตรงหรือใกล้เคียง
17. อู่ที่ติดตั้งระบบแก้สต้องทดสอบการใช้น้ำมัน และยอมรับว่ารถมีสภาพปกติก่อนติดแก้ส
18. มีฟิวส์ตัดระบบที่เจ้าของรถถอดได้ เพื่อไปใช้ระบบน้ำมันในกรณีที่ระบบแก้สมีปัญหา และระบบตัดสวิทช์ไม่ทำงาน
19. การเจาะรูสองรูเพื่อเดินสายแก้สที่ตัวถังห้องเก็บของ ต้องมีการซีลอย่างดี ป้องกันไม่ให้น้ำหรืออากาศเข้า ด้านล่าง
20. ต้องสอนให้เจ้าของรถรู้วิธีดูแลระบบแก๊สเบื้องต้น และสามารถปรับจูนด้วยตนเองได้ ถ้าเป็นระบบ Mixer

 

 

 

 

 

21. ใบรับรองไอเสีย Emission จะต้องปรับให้อยู่ในเกณฑ์ของกรมการขนส่ง หรือไม่เกินตอนใช้น้ำมัน เพราะขนส่งจะเข้มงวดและยกเลิก ตรอ ที่รับเงินแล้วปล่อยผ่าน ตอนนั้น ระบบ Mixer จะได้มีการปรับปรุง
22. สะอาด ไม่เอามือสกปรก ไปจับเบาะ หรืออุปกรณ์ภายในรถ
23. ติดตั้งกรองแก๊ส
24. ใช้สายอ่อน เป็นสายเติม ไม่ใช่ใช้ท่อทองแดง
25. มีการทดสอบ วาล์วเติม ว่าสามารถทำงาน ปกติ ในขณะที่ท่อขาด ให้เจ้าของรถดูได้
26. ใช้ท่อหุ้มท่อทองแดงชนิดหนา ทนทานต่อการ ขูดขีด และการกระแทก
27. ต้องเดิน ท่อทองแดง ไว้ใต้ท้องรถ โดยห่างจากแหล่งความร้อนเช่น ท่อไอเสีย และไม่ตำกว่าจุดตำสุดของรถ เพื่อป้องกันการกระแทก จากใต้ท้อง
28. การดัดท่อภายในห้องเก็บสัมภาระ (ที่ถังแก๊ส) ต้องมีความสมมาตร สั้นยาวแต่ละข้างควรเท่ากัน ไม่ดูเกะกะ
29. พยายามติดตั้งหัวเติมในที่มิดชิด ได้ไม่โผล่ออกมามากแบบแท็กซี่
30. ถ้ารถเป็นระบบหัวฉีด ควร มีระบบชดเชยรอบแอร์ และเดินเบาคงไม่ ไม่เกิน 900 รอบ ในขณะเปิดและปิดแอร์ รวมถึงรถเกียร์ออโต้ เมื่อใส่เกียร์ D หรือ R รอบเครื่องต้องไม่ตก และเครื่องไม่สั่น

 

 

 

 

Credit : thaicarnews

เทคนิคเลือกฟิล์มกรองแสงสำหรับรถยนต์

January 5th, 2012

 

 

 

เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ร้อยทั้งร้อย เมื่อมีรถใหม่ สิ่งแรกที่เจ้าของต้องติดตั้งเพิ่มเติม คือ ฟิล์มกรองแสง การเลือกฟิล์มกรองแสง สำหรับรถยนต์ โดยทั่วไปแล้ว เป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็น แต่จะให้ประหยัดและคุ้มค่า ควรมีความเข้าใจพื้นฐาน และของระบบการทำงาน ของฟิล์มกรองแสง ซึ่งอาจจะช่วยให้ท่าน นำไปตัดสินใจได้ว่า จะเลือกอย่างไร จึงสมเหตุสมผล
ปัจจุบันนี้พบว่า ส่วนหนึ่งคนซื้อยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง โดยเฉพาะความเข้าใจระหว่างความทึบแสงกับความสามารถในการป้องกันความร้อน
ความเข้าใจที่ว่า ฟิล์มที่มีสีเข้มหรือทึบ ช่วยลดความร้อนได้ดี ในความจริงแล้ว สีของฟิล์มไม่ได้เป็นตัวช่วยลดความร้อน แต่กลับเป็นสารเคลือบตัวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่หลักนี้

รู้จักฟิล์มกรองแสง

ฟิล์มกรองแสง ทำจากพลาสติก โพลีเอสเตอร์ที่มีความเหนียว บาง เรียบ สามารถแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกับกระจก โดยยึดกระจกด้วยกาวที่มีความใส ดังนั้น เราจึงมองผ่านฟิล์มได้ชัดเจน

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่ต้องการกันความร้อนนั้น ต่างไปกับฟิล์มลด แสงสว่างทั่วไป เพราะฟิล์มกรองแสงทั่วไป ย้อมสีเพื่อกรองแสงสว่างเท่านั้น ในขณะที่ฟิล์มกรองแสงที่กันความร้อนจะต้องลดรังสีอุลตราไวโอเลตได้ด้วย

ฟิล์มย้อมสี เป็นฟิล์มที่มีคุณสมบัติในการลดแสงสว่าง ที่ผ่านเข้ามาทางกระจกเท่านั้น แต่ไม่ได้มีคุณสมบัติในการลดความร้อน หรือหากมีก็มีเพียงเล็กน้อย เมื่อมีการใช้งานไปสักระยะหนึ่ง ฟิล์มจะกลายสีเป็นสีม่วง ซึ่งให้ทัศนวิสัยในการขับขี่รถยนต์ที่ผิดเพี้ยน เป็นอันตราย แต่หากฟิล์มกรองแสงทั่วไปผลิตมาจากโพลีเอสเตอร์คุณภาพสูง จะมีคุณสมบัติในการลดรังสีอุลตราไวโอเลตด้วย

ฟิล์มกรองแสงลดความร้อน หรือ ฟิล์มเคลือบโลหะ เป็นฟิล์มกรองแสงที่มีคุณสมบัติในการลดความร้อนที่ผ่านเข้ามาทางกระจกได้ดี โดยอาศัยคุณสมบัติของไอโลหะที่เคลือบบนฟิล์มในการกรองความร้อน และสะท้อนความร้อน ซึ่งมีผลให้ความร้อนผ่านเข้ามาทางกระจกได้น้อยลง สีของฟิล์มที่ได้จะแตกต่างไปตามประเภทของไอโลหะที่นำมาเคลือบ รวมทั้งยังสามารถย้อมสีของฟิล์มเพื่อให้ฟิล์มมีสีต่างๆ ได้ โดยปกติกระบวนการเคลือบไอโลหะมีขั้นตอนซับซ้อน และค่าใช้จ่ายสูง

 

 

 

 

 

กาวสะท้อนคุณภาพฟิล์ม

ฟิล์มกรองแสงที่ดีจะต้องพิจารณาจากคุณสมบัติของกาวด้วย กาวที่ดีต้องมีความบางใส และเหนียว เมื่อติดแล้วต้องทนทานต่อสภาวะความร้อนเย็นของกระจกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยึดติดกับกระจกได้ดีไม่ทำให้ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ พอง ลอก ล่อน เป็นฟองอากาศ อีกทั้งกาวที่ดีควรมีคุณสมบัติที่ติดแน่นกับเนื้อฟิล์ม เมื่อต้องการลอกฟิล์มออกมา กาวควรอยู่บนด้านฟิล์มมิใช่ด้านกระจก รวมทั้งกาวจะต้องไม่เปลี่ยนสี ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนสีของฟิล์มที่ติด ที่เรียกว่าฟิล์มเป็นสนิม

นอกจากนี้ ฟิล์มที่ดีจะต้องป้องกันรอยขีดข่วน หรือเคลือบสารกันรอยขีดข่วน ฟิล์มกรองแสงทำมาจากโพลีเอสเตอร์ มีจุดอ่อนในเรื่องความอ่อนของผิว ซึ่งมักสามารถเป็นรอยเส้นคล้ายรอยขนแมวได้ง่าย เมื่อมีการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ แต่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นสารเคมีที่ทำหน้าที่เคลือบแข็งบนผิวของฟิล์ม ทำหน้าที่ในการป้องกันการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ คุณสมบัตินี้ทำให้ฟิล์มมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และดูสวยงามตลอดอายุการใช้งาน

จำไว้ว่าฟิล์มกรองแสงที่ดีไม่ใช่ฟิล์มที่ช่วยลดแสงจ้าได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสามารถในการสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายในการขับขี่ รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงานในการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถด้วย ซึ่งการเลือกฟิล์มที่มีค่า SHADING COEFFICENT (SC) ต่ำๆ ยังมีส่วนช่วยลดพลังงานที่ใช้ในการปรับอากาศได้ และที่สำคัญต้องเป็นฟิล์มที่มีความปลอดภัยสามารถยืดเกาะกระจกได้

รู้จักฟิล์มนิรภัย

ฟิล์มนิรภัย คือ ฟิล์มที่ผ่านขั้นตอนการผลิตแบบเดียวกันกับฟิล์มกรองแสงแสงติดรถยนต์ หรืออาคารทั่วไป มีความแตกต่างตรงการเพิ่มชั้นโพลีเอสเตอร์ และปริมาณกาวชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติในการยึดติดอย่างเหนียวแน่นให้มีมากชั้นกว่าฟิล์มทั่วไป การเพิ่มชั้นโพลีเอสเตอร์และปริมาณกาวจะมากกว่าในปริมาณเท่าใด ขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแรงทนทานที่ต้องการ

การติดตั้งฟิล์มนิรภัยที่กระจกธรรมดาจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และความแข็งแรงในการลดแรงกระแทกจากวัตถุภายนอกได้เมื่อเกิดเหตุ, การระเบิด, แผ่นดินไหว, พายุ ฯลฯ ฟิล์มนิรภัยจะช่วยยึดกระจกที่แตกออกไว้ด้วยกัน (ขึ้นอยู่กับความหนาของกระจกและกรอบด้วย) ช่วยป้องกันอันตรายและความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สินจากเศษกระจก

เกร็ดความรู้เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์

พลังงานแสงอาทิตย์ประกอบด้วยรังสี 3 ชนิดคือ รังสีอินฟราเรด (IR) 53%, รังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) 3%, แสงสว่าง 44% ความร้อนที่เกิดขึ้นจากแสงอาทิตย์ เกิดจากรังสีอินฟราเรดและแสงสว่างรวมกัน รังสีอินฟราเรดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแสงอาทิตย์เท่านั้น ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าแต่รู้สึกได้จากความร้อน

ส่วนการทดสอบการลดปริมาณความร้อน (ซึ่งมีค่า % ลดรังสีอินฟราเรดรวมกับค่า % ลดความร้อนจากแสงสว่าง) ควรวัดจากแสงแดดโดยตรงจะได้ผลที่ถูกต้องกว่าการวัดปริมาณความร้อนจากไฟสปอตไลท์ เนื่องจากแหล่งกำเนิดความร้อนทั้งสองมีส่วนประกอบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

กราฟเปรียบเทียบค่า % การลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรด, สปอตไลท์ และแสงแดดของฟิล์มคุณภาพเยี่ยม
สรุปวิธีการพิจารณาค่า % การลดความร้อนก่อนเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง คือ

1.ต้องเป็น % การลดความร้อนจากแสงแดดโดยรวมเท่านั้น มิใช่เฉพาะแค่รังสีอินฟาเรด หรือค่าจากแสงสปอตไลท์

2.ค่า % การลดความร้อนต้องเป็นค่าที่ทดสอบตามมาตรฐาน ASHRAE และ AIMCAL มิใช่ค่าที่ผู้ขายจัดพิมพ์ขึ้นมาเอง โดยไม่มีมาตรฐานรับรอง

 

 

 

ประโยชน์ของการติดฟิล์ม

• ช่วยลดแสงจ้า ให้ความรู้สึกสบายตา ลดความเครียดของสายตา
• ประหยัดไฟฟ้า ช่วยให้เครื่องปรับอากาศภายในอาคารไม่ต้องทำงานหนัก
• ชะลอความซีดจางของวัสดุ เครื่องใช้ และเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน
• เคลือบสารกันรอยขีดข่วน เพื่อให้ดูแลรักษาง่าย และให้ความสวยงามทนทาน
• ลดความร้อนจากแสงแดดได้สูงสุดถึง 79% (ขึ้นอยู่กับฟิล์มแต่ละรุ่น)
• ป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) ได้มากกว่า 99%
• ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินจากการโจรกรรม อุบัติเหตุ
• ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินจากภัยธรรมชาติ เช่น พายุ แผ่นดินไหว
• ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินจากภัยระเบิด

 

 

 

 

 

 

Credit : thaicarnews

วิธีการเติมลมยางรถยนต์ที่ดี

January 5th, 2012

 

 

การเติมลมยางถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการดูแลรักษายางรถยนต์ ถ้าขาดการดูแลที่ดี จะเกิดผลเสียดังนี้

เติมลมน้อยเกินไป

ยางจะบวมล่อนได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง ดอกยางสึกผิดปกติ อาจจะสึกที่ขอบยางข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง สึกที่ไหล่ยางหรือสึกที่ปลายดอก มีความฝึดที่ผิวสัมผัสมาก ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกว่าปกติ

เติมสูบลมมากเกินไป

เมื่อได้รับแรงกระแทกจะระเบิดได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง ดอกยางโดยเฉพาะกลางหน้ายางจะสึกมาก ถ่ายเทการสั่นสะเทือนหรือการกระแทกขึ้นสู่ตัวรถได้มาก ขาดความนุ่มนวล

 

 

 

 

 

 

การเติมลมของยางล้อคู่

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมลมและรักษาระดับแรงดันลมในล้อคู่ให้เท่ากันตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นยางเส้นที่มีแรงดันมากจะรับน้ำหนักมาก ชำรุดเสียหายง่าย สึกหรอผิดปกติ เส้นที่เติมลมน้อยจะรับน้ำหนักน้อย การสึกของยางจะไม่เรียบเสมอกัน หรือสึกอย่างผิดปกติ

- ไม่ควรปรับความดันลมยางในขณะยางร้อน เนื่องจากความร้อนทำให้อากาศขยายตัว
- ยางเรเดียลเส้นลวดต้องเติมลมมากกว่ายางผ้าใบธรรมดา

 

 

 

 

 

 

ความแตกต่างของแรงดันลม

- เพียง 1 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 14 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 400 ก.ก. ถ้าแรงดันลมต่างกัน 2 ก.ก./
- ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 800 ก.ก. ในกรณีแรงดันลมต่างกัน 2 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว

ยางเส้นที่เติมลมมากจะมีอายุใช้งานเพียง 70% เส้นที่ลมยางอ่อนจะมีอายุการใช้งานเหลือเพียง 45% การเติมลมให้เท่ากันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพราะฉะนั้น จึงควรเติมลมให้พอดี ตามเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด หรือพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งาน นอกจากต้องเติมลมให้ถูกต้องแล้วจะต้องมีการตั้งศูนย์ล้อ ตั้งมุมของล้อหน้า ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรฐานของรถยี่ห้อนั้นๆ อีกด้วย

การตรวจเช็คลมยาง ควรตรวจเช็คในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ และเพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องควรเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่บริษัทรถกำหนด

นอกจากนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเก็บยางไว้นานๆ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ยางสัมผัสกับความร้อน แสงแดด ลม ฝน ความชื้น น้ำมัน และสารเคมีต่างๆ หากสามารถปฏิบัติได้ตามนี้ อายุการใช้งานของยางก็จะยาวนานขึ้น

 

 

 

 

 

Credit : thaicarnews

ความรู้เรื่องประกันภัยรถยนต์เบื้องต้น

January 5th, 2012

 

 

 

การประกันภัย นับได้ว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการบริหารการเงินของคุณ ไม่ว่าจะเป็น การประกันภัยรถยนต์ การประกันอัคคีภัย การประกันภัยทางทะเลและการขนส่ง การประกันภัยเบ็ดเตล็ด ฯลฯ เพราะเป็นวิธีที่ทำให้คุณสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ที่อาจเกิดต่อตัวคุณหรือทรัพย์สินของคุณได้ทุกเมื่อ โดยบริษัทที่คุณทำประกันภัยไว้จะทดแทนค่าเสียหายให้ตามวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ การประกันภัยมิได้เป็นการทำให้อุบัติเหตหรือความเสี่ยงหายไป แต่การประกันภัยจะเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้านการเงินตลอดจนการดำเนินการต่างๆ อันเนื่องมาจากความเสียหายนั้น ดังนั้นในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่คุณและครอบครัว การประกันภัยจึงมีประโยชน์อย่างมาก และเป็นส่วนที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด

การประกันภัยรถยนต์

ไม่มีใครสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แต่ทุกครั้งที่คุณขับรถ คุณสามารถอุ่นใจได้เพราะรู้ว่าตลอดเส้นทางของการใช้รถ ทั้งชีวิต และทรัพย์สินอันมีค่าของท่านจะได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันภัยรถยนต์

การประกันภัยรถยนต์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ
การประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ

การประกันภัย พ.ร.บ.

การประกันภัยรถยนต์ – ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) กฏหมายบังคับให้รถยนต์ทุกคันที่จดทะเบียนกับการขนส่งทางบกจะต้องมีการประกันตาม พ.ร.บ. การประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) นี้ คุ้มครองผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุรถยนต์ ทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร คนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย รวมไปถึงทายาทของผู้ประสบภัยข้างต้น ในกรณีผู้ประสบภัยเสียชีวิต

ประกันอัคคีภัย

การประกันอัคคีภัย เป็นการประกันวินาศภัยประเภทหนึ่งที่มีบทบาท รับผิดชอบต่อสังคมทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งต่อมวลมนุษย์โดยส่วนรวมและ บุคคล การประกันอัคคีภัย คือ การให้ความคุ้มครองทรัพย์สินต่างๆของผู้เอาประกันภัยไม่ว่าจะเป็น สังหาริมทรัพย์ หรือ อสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง ที่อาจเกิดความสูญเสียหรือเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้เป็นหลัก เช่น ประกันอัคคีภัย สำหรับที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้าง เฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งสต็อกสินค้า และเครื่องจักร

“ประกันอัคคีภัย” จะทำให้ท่านได้รับความคุ้มครองความสูญเสีย หรือ เสียหายที่เกิดจากเพลิงไหม้ ซึ่งเป็นอีกหนทางหนึ่ง ในการเพิ่มความอุ่นใจ และทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของท่าน

การประกันภัยทางทะเลและการขนส่ง

การประกันการขนส่งสินค้าทางทะเล หมายถึง การประกันเพื่อคุ้มครองสินค้าหรือทรัพย์สินที่ขนส่งระหว่างประเทศจากผู้ขายในประเทศหนึ่งไปยังผู้ซื้อในอีกประเทศหนึ่งโดยทางเรือเดินสมุทร เครื่องบินพาณิชย์ หรือทางพัสดุไปรษณีย์ จากอุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น เรือถูกไฟไหม้ เรือคว่ำ เรือจม ความเสียหายจากการขนถ่ายสินค้าขึ้น หรือขนลงจากเรือ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวสินค้า ในบางครั้งอาจมีการขยายความคุ้มครองในขณะทำสัญญา ให้ความคุ้มครองถึงความเสียหาย ขณะลำเลียงสินค้าทางรถยนต์ หรือรถไฟ เป็นต้น เป็นการประกันภัยความเสียหายของตัวเรือ และสินค้าที่บรรทุกในยานพาหนะต่างๆ ที่ทำการขนส่งระหว่างประเทศ และภายในประเทศ
การประกันชนิดนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

การประกันการขนส่งภายในประเทศ
การประกันการขนส่งระหว่างประเทศ

การประกันภัยเบ็ดเตล็ด

การประกันเบ็ดเตล็ด เป็นประเภทหนึ่งของการประกันวินาศภัย โดยให้ความคุ้มครองต่อความสูญเสียหรือความเสียหายอันเนื่องมาจากภัยอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากการคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลและการขนส่ง กรมธรรม์ประกันรถยนต์ และกรมธรรม์ประกันชีวิต ที่เป็นที่รู้จักกันดี ประกันภัยเบ็ดเตล็ดให้ความคุ้มครองความเสียหายเกี่ยวกับบุคคล ทรัพย์สิน และความรับผิดตามกฎหมาย โดยแบ่งออกเป็นการประกันชนิดต่างๆ เช่น

ประกันสุขภาพ
ประกันอุบัติเหตุ
ประกันอุบัติเหตุเดินทาง
ประกันโรคมะเร็ง
ประกันความรับผิดทางกฎหมายต่อสาธารณชน
ประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด รวมถึงทรัพย์สินที่เคลื่อนย้ายได้
ประกันโจรกรรม
ประกันสำหรับผู้เล่นกอล์ฟ
ประกันแผ่นกระจก
ประกันความรับผิดตามสัญญา(ระหว่างการก่อสร้าง/ติดตั้งเครื่องจักร)
ประกันภัยเงิน
ฯลฯ

การประกันภัยเบ็ดเตล็ด มี 4 กลุ่ม ดังนี้

1. การประกันที่ให้ความคุ้มครองตัวบุคคล
2. การประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับทรัพย์สิน
3. การประกันที่ให้ความคุ้มครอง ความรับผิดตามกฎหมายต่อบุคคลภายนอก
4. การประกัน อื่นๆ

 

 

 

 

Credit : thaicarnews

ทำอย่างไรเมื่อประสบภัยจากรถ

January 5th, 2012

 

 

 

 

การประกันภัยรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ

ทำไมกฎหมายต้องบังคับให้ทำประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.

การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัยจากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/ เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล / สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ เป็นสวัสดิสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

รถประเภทใดที่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.

รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้แก่รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร ที่เจ้าของมีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ
ดังนั้น การที่มีรถบางประเภท กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นแล้วก็จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.

รถประเภทใดที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.

พรบ. คุ้มครอง ฯ กำหนดประเภทรถที่ไม่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ไว้ดังนี้
รถสำหรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน และมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด รถของกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการต่าง ๆ รถยนต์ทหาร รถของหน่วยงานธุรการขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานธุรการ ที่เป็นอิสระขององค์กรใด ๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

ใครมีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ / โทษการไม่ทำประกันภัย

ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ ได้แก่ เจ้าของรถผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถ และผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ
การฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการทำประกันภัยรถ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.

ผู้ประสบภัย อันได้แก่ ประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสารคนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ ก็จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้

ความคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.

ผู้ประสบภัย จะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ เป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่บริษัทได้รับคำร้องขอ ค่าเสียหาย ดังกล่าว เรียกว่า “ค่าเสียหายเบื้องต้น” โดยมีจำนวนเงิน ดังนี้
กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา)
กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท

ค่าเสียหายส่วนเกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น

เป็นค่าเสียหายที่บริษัทจะชดใช้ให้ภายหลังจากที่มีการพิสูจน์ความรับผิดตามกฎหมายแล้ว โดยบริษัทที่รับประกันภัยรถที่เป็นฝ่ายผิด ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัย/ทายาทผู้ประสบภัย เมื่อรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นที่ผู้ประสบภัย/ทายาทได้รับแล้ว เป็นดังนี้
กรณีบาดเจ็บ เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามความเป็นจริงไม่เกิน 50,000 บาท
กรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ จำนวน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ไม่ว่าจะมีการรักษาพยาบาลหรือไม่

รถ 2 คัน ชนกัน ผู้ประสบภัยเป็นผู้โดยสาร พ.ร.บ. คุ้มครองเท่าใด

กรณีรถตั้งแต่ 2 คัน ขึ้นไป ชนกัน ต่างฝ่ายต่างมีประกันตาม พ.ร.บ. และไม่มีผู้ใดยอมรับผิดในเหตุที่เกิด ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้โดยสารจะได้รับความคุ้มครองตามหลักการสำรองจ่าย
กรณีบาดเจ็บ บริษัทจะสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อคน แก่ผู้ประสบภัย
กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร บริษัทจะสำรองจ่ายทดแทน/ค่าปลงศพ จำนวน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ต่อคน แก่ทายาทผู้ประสบภัย

ความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี

กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้ขับขี่และเป็นฝ่ายผิดเอง หรือไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่ประสบภัย ดังนี้ ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่จะได้รับความคุ้มครองไม่เกินค่าเสียหายเบื้องต้น กล่าวคือ หากบาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 15,000 บาท หรือเสียชีวิตจะได้รับค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท หรือเสียชีวิตภายหลังรักษาพยาบาลจะรับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท

กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้โดยสาร/บุคคลภายนอกรถ จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บ และ 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร (ทั้งนี้ ผู้ขับขี่รถที่บริษัทรับประกันภัยไว้ต้องเป็นฝ่ายรับผิดตามกฎหมาย)

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ

เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็น ควรปฏิบัติ ดังนี้
กรณีมีผู้บาดเจ็บ
1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
4. เตรียมเอกสาร อาทิ ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการ กรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ

 

 

 

 

 

 

Credit : thaicarnews

หม้อน้ำรถยนต์และการตรวจสอบหารอยรั่วหม้อน้ำรถยนต์เมื่อความร้อนเครื่องยนต์ขึ้นสูง

January 5th, 2012

 

 

 

คน ใช้รถยนต์อย่างเราๆควรเรียนรู้วิธีป้องกันและแก้ไขสถานการณ์กรณีหม้อน้ำรั่ว ในเบื้องต้นโดยตรวจสอบอุปกรณ์ประจำรถให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทั้งสายพาน พัดลม ท่อยาง ครีบรังผึ้งระบายความร้อนปั๊มน้ำและหม้อน้ำ หากพบรอยรั่วซึมตามจุดต่างๆให้รีบจัดการแก้ไขซ่อมแซมโดยทันทีพร้อมตรวจสอบ ระดับน้ำในหม้อน้ำอย่างสม่ำเสมอ

……

รถยนต์ที่มี อายุการใช้งานเกิน 5 ปี ยิ่งต้องเน้นเป็นพิเศษโดยให้หมั่นสังเกตเข็มวัดอุณหภูมิบนหน้าปัดรถหากเข็ม เกินครึ่งไปทางตัว H แสดงว่าเครื่องยนต์ร้อนจัดให้รีบนำรถจอดริมข้างทาง รอจนเครื่องยนต์เย็นลงจึงค่อยเติมน้ำลงหม้อน้ำ จากนั้นให้รีบนำรถไปเข้าศูนย์บริการ
หรืออู่รถในบริเวณใกล้เคียง เพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขต่อไปหากน้ำในหม้อน้ำรั่ว น้ำในหม้อน้ำแห้งทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัดเครื่องยนต์จะเกิดอาการขัดข้อง จนสุดท้ายเครื่องจะดับหากไปดับกลางถนน ก็เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวครับดังนั้นหากเราขับรถอยู่ ต้องคอยสังเกตเข็มวัดความร้อนหากเข็มเกินครึ่ง ถือว่าผิดปกติ ให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่ามีปัญหาที่หม้อน้ำ ให้รีบจอดรถ อย่าขับต่อเด็ดขาดโดยวิธีแก้ไขกรณีหม้อน้ำแห้งในเบื้องต้นให้รีบเปิดฝากระ โปรงรถ เพื่อระบายความร้อน ออกจากห้องเครื่องจากนั้นให้รอจนเครื่องยนต์เย็นลง จึงค่อยเปิดฝาหม้อน้ำโดยใช้ผ้าหนาๆ หรือสวมถุงมือ ห้ามยื่นหน้าเข้าใกล้หม้อน้ำเพราะแรงดันไอน้ำอาจพุ่งใส่หน้าจนได้รับบาดเจ็บ ได้ให้เติมน้ำทีละนิดอย่างช้าๆ โดยทิ้งช่วงประมาณ 5 นาทีพร้อมสังเกตระดับน้ำในหม้อน้ำ หากน้ำที่เติมรั่วออกมาหมดแสดงว่า หม้อน้ำแตก ให้แจ้งอู่ซ่อมรถมาดำเนินการลากรถไปแก้ไขต่อไปแต่หากน้ำรั่วซึมเพียงเล็ก น้อย และยังสามารถขับรถต่อไปได้ให้หมั่นสังเกตเข็มวัดอุณหภูมิบนหน้าปัดรถและ เมื่อความร้อนขึ้นสูงให้หยุดรถเป็นระยะๆ รอจนเครื่องยนต์เย็นลงโดยเข็มวัดอุณหภูมิเลื่อนมาอยู่ใกล้ตัว Cจึงค่อยขับรถไปเข้าศูนย์บริการหรืออู่รถ เพื่อจัดการแก้ไขต่อไป

 

 

วัน พุธเพิ่งมีปัญหานี้ ต้องรีบเข็นรถเข้าข้างทางและรอให้เครื่องเย็น แล้วหาน้ำมาเติมในหม้อน้ำแล้วรีบขับเข้าหาอู่ซ่อมโดยเร็วที่สุดนะครับแต่มี ข้อที่ต้องรู้ไว้ก็คือ ต้องรู้สาเหตุที่หม้อน้ำรั่วด้วยนะครับหากรั่วที่ตัวหม้อน้ำเอง ไปหาร้านที่ซ่อมหม้อน้ำก็จบแต่หากรั่วที่ท่อ ที่วาล์ว ที่ปะเก็น ต้องหาร้านซ่อมเครื่อง เป็นต้น

…….

ดังนั้น หากจะให้ดีที่สุดควรป้องกันไว้ก่อน และคอยหมั่นสังเกตก่อนขับขี่รถยนต์ ควรตรวจสอบหม้อน้ำว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานหรือไม่หากพบรอยรั่วตามจุดต่างๆ เช่น ท่อยางหม้อน้ำครีบรังผึ้งระบายความร้อน ปั้มน้ำ ให้รีบจัดการแก้ไขในทันทีพร้อมจัดเตรียมน้ำเปล่าไว้ประจำรถ หากหม้อน้ำแห้งจะได้มีน้ำเติมใส่หม้อน้ำและที่สำคัญควรหมั่นตรวจสอบระดับน้ำ ในหม้อน้ำอยู่เสมอรถใหม่ ควรตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้งส่วนรถที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจสอบ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์โดยให้เติมน้ำสะอาดและถ่ายน้ำในหม้อน้ำทิ้งทุก 4 – 6 เดือนเพื่อป้องกันสิ่งสกปกรกตกค้างจนหม้อน้ำเกิดการอุดตันและไม่สามารถระบาย ความร้อนจากเครื่องยนต์ไม่เติมน้ำเกินขีดที่กำหนด เพราะเมื่อน้ำเดือดหม้อน้ำจะเกิดการขยายตัว ทำให้หม้อน้ำแตกได้

……

นี่แหละครับ เรื่องของหม้อน้ำรถยนต์ ที่เราต้องรู้ไว้บ้างเวลาที่เกิดปัญหาจะได้ไม่ตกใจ และแก้ไขถูกวิธีและไม่ฝืนขับรถจนเครื่องพัง หรือหากเครื่องยนต์ดับก็จะได้ไม่ฝืนสตาร์ทรถ จนเกิดความเสียหายยิ่งขึ้นได้ ซึ่งอาจทำให้เราต้องเสียค่าซ่อมรถกระเป๋าฉีกได้เลยนะครับ

 

 

 

 

 

Credit : thaicarnews

แอร์รถเย็นฉ่ำเสมอต้องดูแลอย่างไร

January 5th, 2012

 

 

 

แอร์รถยนต์

ร้อน ๆ อย่างนี้ ถ้าแอร์รถไม่เย็นก็อาจจะรู้สึกเหมือนตกนรกได้นะ เพราะฉะนั้น มาดูแลระบบปรับอากาศในรถให้ดี ๆ จะได้เย็นกายสบายใจตลอดเวลาไงล่ะ

หมั่นล้างตัวแผงคอนเดนเซอร์หรือรังผึ้งแอร์อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพราะหลักง่าย ๆ ของระบบปรับอากาศก็คือการถ่ายเทความร้อนถ้ารถขับเคลื่อนล้อหน้าก็ต้องใช้ พัดลมไฟฟ้า ในกรณีที่รถอยู่นิ่ง ๆ นะครับ แต่ถ้ารถขับเคลื่อนล้อหลังก็จะอาศัยการหมุนของเครื่องยนต์โดยมีใบพัดคอย ระบายความร้อน หมั่นดูแลอย่าให้สิ่งสกปรกอุดตัน การระบายอากาศจะได้ไหลเวียนสะดวก อากาศเย็น ๆ จะช่วยถ่ายเทความร้อนจากแผงรังผึ้งแอร์ ทำให้แอร์เย็นขึ้น

สังเกตปริมาณน้ำยาแอร์บ้าง ทดสอบง่าย ๆ คือติดเครื่อง เปิดแอร์ให้เย็นที่สุด พร้อมปรับพัดลมแรงที่สุด ติดเครื่องไว้ราว ๆ 5 นาทีแล้วสังเกตที่ตาแมวซึ่งอยู่ในดรายเออร์ (อยู่ด้านหน้ารถใกล้กับแผงคอนเดนเซอร์ฝั่งขาออกจากท่อ) ที่ทำหน้าที่ดูดความชื้นจากในระบบแอร์ วิธีสังเกตคือ ควรจะมีฟองอากาศวิ่งเล็กน้อย ไม่ใสจนไม่เห็นฟอง และไม่ขาวขุ่นเป็นฝ้า อย่างหลังนี่แสดงว่าน้ำยาแอร์ขาดเยอะ ถ้าใส่ปิ๊งก็น้ำยาเกิน ลองสังเกตดูบ่อย ๆ ถ้ามีอะไรผิดปกติเราจะได้แก้ไขทัน

รักษาความสะอาดในรถ ยิ่งบริเวณพรมวางเท้าด้านเบาะหน้ายิ่งต้องระวัง เพราะลมที่เป่าเย็น ๆ ก็มาจากพัดลมซึ่งทำหน้าที่ดูดลมตรงบริเวณดังกล่าวให้ปะทะกับแผงคอยล์เย็นที่ ให้ความเย็นกับห้องโดยสาร ถ้ามีสิ่งสกปรกอุดตันมากก็จะทำให้การส่งความเย็นไม่เต็มที่ หรือมันอาจเย็นมากจนเป็นน้ำแข็งได้ ซึ่งอาจทำให้ระบบรั่วได้ อย่างน้อยก็ให้สังเกตว่าถ้าลมที่ออกมาไม่แรงเหมือนเดิม หรือมีกลิ่นเหม็นอับรุนแรงตลอด แสดงว่าตู้แอร์เริ่มสกปรกแล้ว ควรหาร้านแอร์ที่ชำนาญเพื่อถอดล้างได้เลย

ถ้าแอร์เริ่มไม่เย็น ทำยังไงดี…

 

 

 

 

 

 

ช่องแอร์รถยนต์

 

 

ติดเครื่องและเปิดแอร์ให้เย็นที่สุด ปรับพัดลมให้แรงที่สุด ทิ้งไว้สัก 5 นาที

สังเกตท่อที่ออกจากแผงคอนเดนเซอร์หน้ารถ แล้วเข้าไปในตัวรถ ลองเอามือจับท่อนั้นดู ถ้าร้อนแสดงว่าระบบระบายความร้อนไม่ทัน อาจจะเป็นเพราะแผงคอนเดนเซอร์สกปรก ควรล้างทำความสะอาดแผงคอนเดนเซอร์ได้เลย

สังเกตว่าท่อที่ออกมาจากรถยนต์เข้าคอมเพรสเซอร์มีไอน้ำเกาะหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็ลองไปเช็คที่ตาแมวว่าน้ำยาแอร์ปกติหรือไม่ หรือถ้าน้ำยาแอร์ขาดก็ไปเติมน้ำยาแอร์ใหม่ได้เลย

สังเกตว่าคอมเพรสเซอร์แอร์ตัดการทำงานปกติหรือไม่ ถ้าไม่ตัดเลยลองเช็คอุณหภูมิภายนอก ถ้าร้อนมาก ๆ แอร์ก็อาจไม่ตัดเลย แต่ถ้าไม่ร้อนมากแล้วยังไม่ตัด ก็อาจจะเป็นที่เทอร์โมสตัทเสียก็เป็นได้

ถ้าคอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน เปิดฝากระโปรงรถดูว่าคลัตซ์ที่คอมเพรสเซอร์แอร์ทำงานหรือเปล่า เช็คฟิวส์ต่าง ๆ ด้วย ถ้าไม่หมุนก็ให้ช่างตรวจเช็คได้เลย

ถ้าเริ่มได้ยินเสียงดังระหว่างไฟแอร์เริ่มทำงาน ให้ดับเครื่องแล้วเปิดฝากระโปรงรถดูว่าสายพานหย่อนไปหรือเปล่า หากหย่อนก็ทำให้มีเสียงได้หากเช็กแล้วไม่มีอะไร ก็เป็นสัญญาณว่าคอมเพรสเซอร์กำลังจะเสียแล้ว ถึงเวลานำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจซ่อมได้แล้ว

 

 

 

Credit : thaicarnews

ฟิล์มกรองแสง 40%, 60%, 80% เป็นอย่างไร

January 5th, 2012

 

 

 

ฟิล์มกรองแสง

ฟิล์มกรองแสง 40%, 60%, 80% มีความหมายว่าอย่างไร

เป็น ตัวเลขที่เรียกความเข้มของฟิล์มกรองแสง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างแรงในยุคแรกๆ ที่มีการจำหน่ายฟิล์มกรองแสงในประเทศไทย ซึ่งในยุคแรกๆ ฟิล์มกรองแสงที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้นจะมีไม่กี่เบอร์ คือ ประมาณ 3-4 เบอร์ เช่น เบอร์ 05, 20,35,50 ซึ่งเบอร์นั้นๆ ตามมาตรฐานสากลจะบ่งบอกถึงค่าที่แสงสามารถส่องผ่านได้ เช่น

  • เบอร์ 05 แสงสามารถส่องผ่านได้ 5% (ฟิล์มจะเข้ม 95%)
  • เบอร์ 20 แสงสามารถส่องผ่านได้ 20% (ฟิล์มจะมีความเข้ม 80%) เป็นต้น

ซึ่งในยุคแรกๆ ทั้งผู้บริโภคและร้านค้ายังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าวจึงใช้การประมาณความ เข้มของฟิล์มแทน เช่น เบอร์05 แสงผ่านได้ 5% ฟิล์มจะมีความเข้ม 95% แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 80%, เบอร์ 20 แสงส่องผ่านได้ 20% ฟิล์มจะมีความเข้ม 80% แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 60%, ฟิล์มเบอร์ 50 แสงส่องผ่านได้ 50% ฟิล์มจะมีความเข้ม 50% แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่า 40% ซึ่งการเรียกดังกล่าว ยังเข้าใจกันผิดๆ อยู่จนทุกวันนี้

 

 

 

 

Credit : thaicarnews

วีธีทำความสะอาดเบาะรถยนต์

January 5th, 2012

 

 

 

ทำความสะอาดเบาะรถยนต์

ทำความสะอาดเบาะผ้า คนใช้รถ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบความสะอาด มักจะมีปัญหากวนใจอยู่สิ่งหนึ่งก็คือ รถเลอะเทอะเปรอะเปื้อน จะเปื้อนมาก เปื้อนน้อย ก็แล้วแต่คน แต่ถ้าบ้านไหน ที่มีเด็กเล็ก ก็เชื่อได้เลย ว่าร้อยทั้งร้อยเปื้อนแน่นอน จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ไหนจะขนม น้ำ อาหาร รถที่ใช้เบาะหนังก็ค่อยยังชั่ว แต่ถ้าเป็นเบาะผ้า หรือกำมะหยี่ อันนี้รับไปเต็มๆ ดังนั้น ท่านเจ้าของรถ จึงควรเตรียมพร้อม และรู้หลักวิธีการทำความสะอาด รอยสกปรกด้วยตนเองเอาไว้บ้าง ไม่ต้องไปรอจนถึงขั้นจ้างเขาซัก ซึ่งต้องใช้เวลานาน และเสียเงินซึ่งแพงอยู่เหมือนกัน

 

เริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์ติดรถเอาไว้ให้พร้อม ฟังดูแล้วอาจจะแปลกๆ แต่ว่าช่วยได้มากจริงๆ นั่นก็คือ แป้ง แป้งที่ชอบเอามาทาตัว ทาก้น นั่นแหละ นอกจากนั้น ก็มีกระดาษทิชชู ผ้า และแปรงเล็กๆ ติดรถเอาไว้สักอัน และจำไว้ว่า ถ้าปฏิบัติการทำความสะอาด โดยเร็ว

โอกาสที่จะลบรอยให้หมดไป หรือใกล้เคียงของเดิมมากที่สุดก็มีมากกว่าทันทีที่มีอะไรหกเลอะ ให้รีบ เอากระดาษทิชชูมาซับ จากนั้นเอาแป้ง โรย เนื้อแป้งก็จะไปดูดเอาของเหลวเหล่า นั้นให้มารวมตัวกัน และก็ปล่อยไว้เช่นนั้น จนกระทั่งมันแห้ง ก็ค่อยหาอะไรมาเขี่ยๆ ปัดออกไป หรือจะใช้เครื่องดูดฝุ่นก็ได้ ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ถ้าทำแล้ว มันยังมีคราบหลงเหลืออยู่ให้หยิบเอาน้ำสบู่ผสมน้ำอุ่นให้อ่อนๆ แล้วใช้แปรงขนนุ่มๆ ง่ายๆ ก็คือ แปรงสีฟัน ค่อยๆ ขัดเบาๆ เสร็จแล้ว ย้อนกลับไปใช้สูตรเดิม กับกระดาษทิชชู และแป้งอีกครั้งแต่ถ้ามันเอาไม่อยู่จริงๆ หรือปล่อยจนกระทั่งคราบ ฝังใน ก็คงต้องพึ่งพาน้ำยาทำความสะอาด ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดเสียแล้ว

 

 

 

 

ขัดเบาะรถยนต์

แต่ขอบอกเอาไว้ตรงนี้ว่าไม่ใช่เรื่อง ง่ายที่จะขจัดคราบออก และต้องใช้แรงพอควร ผลที่ออกมาอาจจะได้ไม่ถึง 100% แต่ก็ทำให้สภาพรถดีขึ้นมาก น่านั่งมากขึ้นด้วยเช่นกัน วิธีการก็คือ ฉีดน้ำยาให้ทั่ว จากนั้นหาฟองน้ำนุ่มๆ เอานุ่มจริงๆเพราะไม่เช่นนั้น อาจทำความเสียหายกับเนื้อเบาะได้ ใช้ฟองน้ำขัดๆ จนกว่าจะหาย หรือเจือจางและเมื่อผ่านกระบวนการทั้งหมดแล้ว หากพอมีเวลา ก็นำรถไปจอดตากแดดเอาไว้เพื่อช่วยไล่ความชื้นต่างๆ ที่อาจจะยังคงหลงเหลือ อยู่ เพื่อที่จะไม่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นอับ

ทำความสะอาดเบาะหนังและไวนิล แม้ว่าในรถจะมีกระจกรั้วรอบขอบชิด แต่ฝุ่น ควันและคราบต่างๆ อันเกิดขึ้นจากการใช้งาน ก็ทำให้ภายในห้องโดย สารเปื้อนเลอะเทอะได้บางครั้ง เบาะอาจจะเปื้อนจากแขกที่มาโดยสารรถอย่างไม่ระมัดระวังจึงมีความจำเป็นในการทำความสะอาดเบาะ และแผงคอนโทรลต่างๆ การทำความสะอาดเบาะนั่ง ซึ่งมีวัสดุเป็นหนังแท้ หรือหนังเทียม ไวนิล โดยประหยัดเงิน และได้ผลสดใสแวววาว

ให้เข้าครัว หยิบน้ำยาล้างจานมาพร้อมกับฟองน้ำ ล้างจานใหม่ๆ ซึ่งมีลักษณะสองด้านด้านหนึ่งเป็นฟองน้ำ อีกด้านจะเป็นเส้นใยพลาสติก ชุบน้ำ ให้หมาดๆ บีบน้ำยาล้างจานไปที่ฟองน้ำ เล็กน้อย ขยำให้เข้ากัน ใช้เช็ด และขัดเบาะรวมถึงทำความสะอาดแผงประตู ลงน้ำหนักเบามือ ยกเว้นที่มีรอยเปื้อนเยอะๆน้ำยาล้างจาน ไม่ทำให้หนังแท้ หรือหนังเทียมเสีย จากนั้นไปหาน้ำยาเคลือบเบาะ ซื้อมาขวดเล็กๆ ไม่ต้องใหญ่ เหลือใช้ เป็นภาระเปลืองเงินลงมือเคลือบอีกที ด้วยการเทน้ำยาเล็กน้อยบนฟองน้ำแห้ง เคลือบให้ทั่วเท่านั้น ก็ไม่ต้องเสียเงินสองสามพันบาทในการทำความสะอาดเบาะหนัง

 

 

 

 

 

Credit : thaicarnews

การดูแลรถสีขาว

January 5th, 2012

 

 

 

รถสีขาว

รถสีขาวสิ่งสำัญคือความสะอาดของพื้นผิว

หากใช้รถในที่มีฝุ่นเยอะๆ เวลาล้าง ควรลูบดินน้ำมันตามด้วย ไม่ใช่ว่ารถใหม่จะสะอาดกว่านะครับ สกปรกเหมือนกันหมด

การเคลือบสีก็อีกเรื่องไม่ใช่ว่าซื้อโปรแกรมเคลือบสีเฉยๆ คุณต้องดูโปรแกรมที่มีการลง cleaner wax ก่อนเคลือบด้วย

เพราะหากเคลือบไปเรื่อยๆ โดยไม่เอาชั้น Wax เก่าทั้งที่ลงเอง และธรรมชาติให้มา ยังไงก็หมองและเหลือง

และที่สำคัญหลีกเลี่ยงการจอดตากแดด

ตอนนี้ผมก็ใช้สีขาวอยู่ ผมมีวิธีดังนี้

1. ล้างทุกอาทิต หากช่วงไหนฝนตก หรือฝุ่นเยอะๆ ก็ล้างเลย

2. ลูบดินน้ำมัน และใช้ bug& Tar remover (ผมใช้ของ Meguare) สองอาทิตครั้ง

3. ลง cleaner wax เดือนละครั้ง (ผมใช้ Wolfgang PPE) ลงด้วยเครื่องนะครับ

4. ลง Wax (เคลือบสี) Wolfgang DGPS ตัวนี้เป็น synthetic เดือนละรอบ ลงด้วยเครื่องนะครับ

5. ลง Wax (เคลือบสี) Wolfgang Fuzion ตัวนี้เป็นแว๊กซ์ธรรมชาต สองอาทิตครั้ง ลงด้วยมือนะครับ ตัวนี้หากลงหลังตัว DGPS ต้องรอให้ DGPS เซ็ทตัวอย่างน้อย 8 ชั่วโมง

ตามนี้ครับ ส่วนสูตรน้ำยาขัดเคลืบนั้นก็หาแบบที่เหมาะกับคุณ

 

 

 

 

Credit : thaicarnews