Posts Tagged ‘อาคม รวมสุวรรณ’

PORSCHE BOXSTER 2012

January 21st, 2012

PORSCHE BOXSTER 2012

Boxster Roadster Model 2012 สปอร์ตเปิดหลังคา เครื่องวางกลางรุ่นใหม่ล่าสุดของ Porsche มาถึงแล้ว…

อีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ของ Porsche ที่ทำการเปลี่ยนโฉม Porsche Boxster รถสปอร์ตแบบโร้สเตอร์ หลังคาผ้าใบ เครื่องวางกลางลำตัวรุ่นใหม่ล่าสุดประจำปี 2012 เพื่อเข้าสู่เจเนอเรชั่นใหม่ของโมเดล Boxster รถยนต์เปิดประทุน 2 ที่นั่งคันนี้ ได้รับการปรับเปลี่ยนตัวถังใหม่ให้มีน้ำหนักที่เบาขึ้นกว่าเดิม เพื่อความสมบูรณ์แบบของสมรรถนะ ด้วยน้ำหนักที่เบาลงจากการเลือกใช้วัสดุฐานล้อถูกยืดให้ยาวขึ้นอีกเล็กน้อย ตัวรถกว้างขึ้นอีกนิดและมีล้อที่ใหญ่ขึ้น เพื่อเพิ่มเติมระดับของการยึดเกาะให้ดีขึ้นไปอีก ชุดกลไกบังคับเลี้ยวใช้ระบบพวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EMPS – Electro-Mechanical Power Steering ที่ไม่กินกำลังของเครื่องยนต์ เนื่องจากไม่ต้องต่อพ่วงสายพานของชุดปั๊มพาวเวอร์พวงมาลัย ทำให้สปอร์ตคาร์เครื่องวางกลางคันนี้มีความคล่องตัวในการขับขี่สูงมาก เครื่องยนต์มีอัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำลง 15 เปอร์เซ็นต์ หรือมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำกว่า 8 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่น) จากน้ำหนักตัวที่เบาลง และการออกแบบชุดหัวฉีดเชื้อเพลิงใหม่หมด ทำให้การปล่อยมลภาวะ และการใช้เชื้อเพลิงมีตัวเลขที่ดีขึ้น จากขั้นตอนของการพัฒนาและทดสอบก่อนขึ้นไลน์ผลิตจริง

รูปลักษณ์ของ Porsche Boxster รุ่นใหม่นั้น แตกต่างไปจากรุ่นเดิมแทบจะทุกชิ้นส่วน ไม่ว่าจะเป็นระยะยื่นจากล้อถึงปลายกันชนที่ถูกร่นให้สั้นลง ตัวรถแบนราบมากขึ้นเพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์ แรงต้านทานของอากาศ ในขั้นตอนของการออกแบบตัวถังที่ต้องใช้อุโมงค์ลมในการสลัก ขัดเกลารูปลักษณ์ใหม่จนลงตัว กระจกบานหน้ามีมุมตั้งไปทางด้านหน้ามากขึ้น สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้รถมีความสง่างามและดุดันมากยิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นที่แล้ว โดยเฉพาะช่องรับอากาศเข้าไประบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ที่ด้านข้างตัวถัง บริเวณด้านหน้าของซุ้มล้อหลังที่ใช้รูปแบบของ Carrera GT ซุปเปอร์คาร์สมรรถนะสุดขั้วของ Porsche

ภายในห้องโดยสารแบบใหม่ล่าสุด ที่ใช้การเชื่อมโยงระหว่างผู้ขับขี่และตัวรถได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชุดกลไกของหลังคาผ้าใบพับเก็บได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ควบคุมการทำงานด้วยระบบเซนเซอร์อันปลอดภัย กางหรือพับเก็บหลังคาได้รวดเร็วกว่าเก่า ชุดหลังคาในตัวรถ Nerw Boxster มีน้ำหนักเบาจากการเลือกใช้วัสดุ การวางตำแหน่งของการพับที่ลงตัว แนวคิดภายในห้องโดยสารได้รับการปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งทั้งสองที่ คอนโซล มาตรวัด ซุ้มเกียร์ จอมัลติฟังก์ชั่น แป้นคันเร่ง เบรก สวิตช์ หรือปุ่มสั่งงานต่างๆ ล้วนมุ่งเน้นอารมณ์การขับแบบสปอร์ต ห้องโดยสารมีพื้นที่มากขึ้นอีกเล็กน้อย คอนโซลกลางแบบใหม่ของ Porsche ที่ได้แนวคิดมาจากรุ่น Carrera GT วิศวกรของค่ายนี้พยายามพัฒนาให้ภายในห้องโดยสารของ New Boxster 2012 นั้น ถูกต้องตามหลักกลศาสตร์บวกสรีรศาสตร์มากยิ่งขึ้น ท่านั่งจมลึกแบบรถแข่ง เบาะหนังแท้ที่โอบล้อมตัวผู้โดยสาร พวงมาลัยสามก้านแบบใหม่ และจิตวิญญาณของสปอร์ตคาร์จากเยอรมนี ภายใต้สัญลักษณ์ม้าป่าจากเมืองสตุ๊ตการ์ท นี่คือจักรกลแห่งประวัติศาสตร์อีกคันของ Porsche ที่ออกขายในปี 2012

Boxster รุ่นปกติ และ Boxster S สะท้อนให้เห็นถึงความคลาสสิกของรถสปอร์ตจากค่ายนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งสองรุ่น วางเครื่องยนต์ 6 สูบนอนแบบ Boxer พร้อมด้วยระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรงหรือ Direct Petrol injection รวมถึงเทคโนโลยีแห่งการขับเคลื่อนแบบล่าสุดที่ถูกบรรจุลงไปในตัวรถรุ่นนี้ เช่น ระบบการดึงพลังงานกลับคืนหรือนำพลังงานในการเบรกกลับมาใช้ใหม่ Electrical System Recuperation ระบบการจัดการความร้อน Thermal management system และระบบสตาร์ต/หยุดอัตโนมัติ หรือ Auto start stop function รุ่นธรรมดาจะมีกำลังสูงสุด 265 แรงม้า หรือ 195 กิโลวัตต์ ซึ่งมาจากเครื่องยนต์ที่มีปริมาตรความจุ 2.7 ลิตร กำลังในรูปของแรงม้านั้น มากกว่ารุ่นเดิม 10 แรงม้า สำหรับรุ่น Boxster S วางเครื่องยนต์ 3.4 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดที่ 315 แรงม้า หรือ 232 กิโลวัตต์ มากกว่ารุ่นเดิม 5 แรงม้า ทั้งสองรุ่นติดตั้งระบบส่งผ่านกำลังหรือระบบเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะมาเป็นมาตรฐานให้กับรถ เจ้าของรถสามารถเลือกออปชั่นติดตั้งระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัตช์คู่ 7 สปีด Porsche Doppelkupplungsgetriebe (PDK) เป็นอุปกรณ์เสริมได้ แต่ต้องควักกระเป๋าเพิ่มเงิน ทั้ง 2 รุ่นมีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดี และมีอัตราเร่งที่เหนือชั้นจากน้ำหนักตัวและรูปแบบที่เพรียวมากขึ้น หากติดตั้งระบบเกียร์ PDK อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงจะอยู่ประมาณ 7.7 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร สำหรับรุ่นธรรมดา และ 8.0 ลิตร/100 กม. สำหรับรุ่น Boxster S การเปลี่ยนเกียร์จะเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว และการส่งผ่านกำลังนั้นไม่มีอาการสะดุดของการไหลเวียนในรูปของแรงบิดทุกย่านรอบเครื่องยนต์ อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 5.7 วินาที สำหรับ Boxster รุ่นปกติ และ 5.0 วินาทีสำหรับรุ่น Boxster S

แพ็กเกจ Sport Chrono เจ้าของรถสามารถเลือกติดตั้งอุปกรณ์เสริมได้ในรูปแบบของออปชั่นพิเศษเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ และยังสามารถเลือกติดตั้งระบบควบคุมการกระจายแรงบิดไปยังแต่ละล้อ เพื่อสมรรถนะในการเกาะถนน หรือ Porsche Torque Vectoring PTV (มีติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน 911-Model 2012) ระบบที่ถูกพัฒนามาเพื่อความเป็นเลิศในการขับขี่ควบคุมรถ Porsche เฟืองท้ายที่อยู่ติดกับเพลาหลัง ช่วยให้การถ่ายเทแรงบิดจากเครื่องยนต์ เกียร์ ลงสู่พื้น มีความต่อเนื่อง ลื่นไหล และดีขึ้นกว่ารุ่นเก่า สำหรับประเทศไทย แฟนรถสปอร์ตเปิดหลังคาสามารถค้นหาหรือสอบถามเกี่ยวกับ Porsche Boxster ได้จาก บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิสจำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Porsche อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยผู้ซื้อรถสปอร์ตเปิดหลังคาเครื่องวางกลางคันนี้ จะได้สิทธิ์การรับประกันจากโรงงาน Porsche เยอรมนี นาน 9 ปี.

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

CHEVROLET เปิดตัวรถสปอร์ตต้นแบบ 2 รุ่น

January 21st, 2012

CHEVROLET เปิดตัวรถสปอร์ตต้นแบบ 2 รุ่น

Chevrolet เปิดตัวรถสปอร์ตต้นแบบ 2 รุ่น ที่งานดีทรอยท์ ออโต้ โชว์ 2012 มุ่งเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเปิดโอกาสให้ร่วมแบ่งปันความคิดในการพัฒนายานยนต์ที่ลูกค้าสามารถเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนของการพัฒนาได้ …

Chevrolet มีจุดยืนในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมอันยอดเยี่ยมเพื่อคนทุกยุคสมัย” มาร์ก เรียส ประธานกรรมการ General Motor ในทวีปอเมริกาเหนือ กล่าวกับสื่อมวลชนในงานเปิดผ้าคุมรถสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดว่า “รถต้นแบบทั้งสองรุ่นนี้ จะสะท้อนวิสัยทัศน์ของ Chevrolet ในการพัฒนายานยนต์เพื่อคนรุ่นใหม่ โดยบริษัทฯ กำลังมองหาความคิดเห็นจากลูกค้ารุ่นใหม่ของเรา รับฟังคำแนะนำจากพวกเขา และดึงให้มามีส่วนร่วมกับเราบนหนทางที่แตกต่างออกไป”

จากผลสำรวจประชากรของสหรัฐฯ พบว่า มีชาวอเมริกันที่มีอายุอยู่ในช่วง 30 ปี อยู่ราว 80 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 40 เปอร์เซ็นต์ที่มีจะกำลังซื้อรถรวมทั้งหมดสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ในช่วงปีที่ผ่านมา ค่าย Chevrolet มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกค้าที่มีอายุน้อยทั่วสหรัฐอเมริกาอย่าง สม่ำเสมอ ก่อนที่ Chevrolet จะนำมาความคิดเหล่านั้นมาสร้างสรรค์ยานยนต์เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถผลิตรถสปอร์ตในแบบที่ลูกค้าต้องการได้

รถสปอร์ตต้นแบบของ Chevrolet คันแรกคือ Concept Car Code 130R ตัวถังเป็นแบบคูเป้ 4 ที่นั่ง พร้อมเส้นสายที่เรียบง่ายแต่เฉียบคม ร้อนแรงด้วยสีแดงเมทัลลิก ตัดกับล้ออัลลอยสีทองชุบผิวป้องกันรอยขีดข่วน ดีไซน์ภายนอกของ Code 130R ดุดันที่กระจังหน้าสองชั้นดูอัลพอร์ท ด้านข้างเน้นกลิ่นอายมอเตอร์สปอร์ตด้วยการประดับสัญลักษณ์ธงตราหมากรุกไขว้ เอกลักษณ์ของ Chevy

วิศวกรของ Chevrolet ทำการวิจัยเครื่องยนต์ของ Concept Car Code 130R ด้วยการทดลองติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ ถ่ายกำลังสู่ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ทำงานร่วมกับระบบอีแอซซิสต์ (eAssist technology) ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Hybrid ที่จะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ขณะรถหยุด ชาร์จกำลังไฟขณะเบรก และให้อัตราเร่งที่นุ่มนวล ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนารถสปอร์ตที่รักษาสมดุลระหว่างพละกำลังของเครื่องยนต์ เทอร์โบ และอัตราความประหยัดเชื้อเพลิง

ขณะที่รถต้นแบบแนวคิดอีกหนึ่งคันคือ Concept Car Tru 140S รถสปอร์ต 4 ที่นั่งขับเคลื่อนล้อหน้า ตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก ออกแบบด้วยแนวคิด ซูเปอร์คาร์ที่จับต้องได้ ภายนอกใช้สีขาว พร้อมล้ออัลลอยโครเมียมที่ประทับตราธงไขว้ของเชฟโรเลตที่ดุมล้อ ดีไซน์ของ Tru 140S เน้นให้เห็นถึงความเชื่อมั่น หรูหรา รวดเร็ว และตื่นตาตื่นใจ ได้รับการพัฒนาบนแพลทฟอร์มเดียวกันกับ Chevrolet Cruze และ Chevrolet Volt รถพลังงานไฟฟ้าล้ำอนาคต

ภายในแผนกดีไซน์ยานยนต์ ต้นแบบ นักออกแบบของ Chevrolet ปรับแต่ง Concept Car Tru 140S โดยต้องการแสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยีที่มีเฉพาะในรถระดับพรีเมียมเท่านั้น ทั้งระบบหัวฉีดไดเรคอินเจคชั่น และเทคโนโลยี Stop/Start การทำงานของเครื่องยนต์ขณะขับขี่ ระบบเผาไหม้ที่สมดุล และระบบพลังงานไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน ให้ความคุ้มค่าสูงสุด รถต้นแบบทั้งสองรุ่น อัดแน่นด้วยความคิดสร้างสรรค์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการเห็นรถที่มีคุณสมบัติ ดังนี้

-สมรรถนะแบบรถสปอร์ตคูเป้ที่รองรับการใช้งานแบบรถซีดาน พร้อมเบาะ 4 ที่นั่ง

-หน้าจอดิสเพลย์ ทำงานร่วมกับเชฟโรเลต มายลิงค์ (MyLink) ระบบเชื่อมต่ออินโฟนเทนเมนท์ เข้ากับสมาร์ทโฟน

-ประหยัดเชื้อเพลิงในระดับ 17 กิโลเมตรต่อลิตร ด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ อีโคเทค 1.4 ลิตร 150 แรงม้า

-มีราคาต่ำกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 600,000 บาท)

แฟรงก์ เซาเซโด ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบ Advanced Design Studio GM ในทวีปอเมริกาเหนือ ณ นครลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นสำนักงานพัฒนารถต้นแบบทั้งสองรุ่น กล่าวว่า ลูกค้ารุ่นใหม่แสดงความต้องการรถที่รองรับการใช้งานได้หลากหลาย ด้วยรูปลักษณ์สปอร์ตแบบคูเป้ ซึ่งทั้ง Code 130R และ Tru 140S ตอบสนองความต้องการเหล่านั้น

รถต้นแบบทั้งสองรุ่น เน้นให้มีการเชื่อมต่อ และสามารถปรับการทำงานให้รองรับลักษณะการใช้งานที่แตกต่างของแต่ละบุคคลได้ ซึ่งลูกค้ารุ่นใหม่ชี้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก ลูกค้าเหล่านี้ ต้องการระบบเชื่อมต่อ ระบบที่เอื้อให้ผู้ขับขี่สามารถใช้อุปกรณ์ต่างๆ อย่างสมาร์ทโฟน พร้อมอินเทอร์เน็ตไวไฟ ปัจจุบัน ภายในห้องโดยสาร มีการใช้งานแบบสองมิติเท่านั้น แต่กับเทคโนโลยีของสองรถต้นแบบนี้ จะเพิ่มมิติการใช้งานได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น ซึ่ง Advanced Design Studio GM ในทวีปอเมริกาเหนือกำลังเดินหน้าพัฒนารถตามแนวคิดนี้อย่างเต็มที่ เพื่อทำให้สปอร์ตต้นแบบทั้งสองรุ่นกลายเป็นรถที่จะขึ้นไลน์ผลิตจริงต่อไป.

Chevrolet Code 130R Specifications
แบบ………………………………………..สปอร์ตคูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่ง ขับเคลื่อนล้อหลัง (รถต้นแบบ)
ผู้ผลิต………………………………………General Motor Advanced Design Studio
เครื่องยนต์……………………………….แถวเรียง 4 กระบอกสูบ Eco-TEC DOHC
ปริมาตรความจุ…………………………1.4 ลิตร 1,364 ซีซี
ระบบอัดอากาศ………………………..เทอร์โบแปรฝัน
กระบอกสูบxช่วงชัก…………………..72.5×82.6 มิลลิเมตร
วัสดุบล็อกเครื่องยนต์ / ฝาสูบ…….เหล็กหล่อขึ้นรูป / อลูมินัมอัลลอย
วาล์ว……………………………………….4 วาล์วต่อสูบ เหนือเพลาลูกเบี้ยว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง…………………….หัวฉีดไฟฟ้าแบบมัลติ พอร์ท ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า
อัตราส่วนกำลังอัด…………………….9.5:1
แรงม้าสูงสุด……………………………..150 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด…………………………….200 นิวตันเมตร
เชื้อเพลิง………………………………….น้ำมันไร้สารตะกั่ว
รอบเครื่องยนต์สูงสุด………………..6,500 รอบต่อนาที
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง…………….17 กิโลเมตร / ลิตร
ระบบส่งกำลัง……………………………เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
ล้อและยาง………………………………..อลูมินัมอัลลอยขนาด 20 นิ้ว ยาง Pirelli P-ZERO 245/40/R20
มิติตัวถัง
ความกว้าง………………………………..1,816 มิลลิเมตร
ความยาว………………………………….4,396 มิลลิเมตร
ความสูง……………………………………1,390 มิลลิเมตร

Chevrolet Tru 140S Specifications
แบบ………………………………………..แฮทช์แบ็ก 3 ประตู 4 ที่นั่ง ขับเคลื่อนล้อหน้า (รถต้นแบบ)
ผู้ผลิต………………………………………General Motor Advanced Design Studio
เครื่องยนต์……………………………….แถวเรียง 4 กระบอกสูบ Eco-TEC DOHC
ปริมาตรความจุ…………………………1.4 ลิตร 1,364 ซีซี
ระบบอัดอากาศ………………………..เทอร์โบแปรฝัน
กระบอกสูบxช่วงชัก…………………..72.5×82.6 มิลลิเมตร
วัสดุบล็อกเครื่องยนต์ / ฝาสูบ…….เหล็กหล่อขึ้นรูป / อลูมินัมอัลลอย
วาล์ว……………………………………….4 วาล์วต่อสูบ เหนือเพลาลูกเบี้ยว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง…………………….หัวฉีดไฟฟ้าแบบมัลติ พอร์ท ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า
อัตราส่วนกำลังอัด…………………….9.5:1
แรงม้าสูงสุด……………………………..150 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด…………………………….200 นิวตันเมตร
เชื้อเพลิง………………………………….น้ำมันไร้สารตะกั่ว
รอบเครื่องยนต์สูงสุด………………..6,500 รอบต่อนาที
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง…………….17 กิโลเมตร / ลิตร
ระบบส่งกำลัง……………………………เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด
ล้อและยาง………………………………..อลูมินัมอัลลอยขนาด 21 นิ้ว ยาง Pirelli P-ZERO 245/35/R21
มิติตัวถัง
ความกว้าง………………………………..1,878 มิลลิเมตร
ความยาว………………………………….4,507 มิลลิเมตร
ความสูง……………………………………1,360 มิลลิเมตร

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

ISUZU เปิดสนาม 4×4 LAND และ NEW D-MAX V-CROSS

January 21st, 2012

ISUZU เปิดสนาม 4x4 LAND และ NEW D-MAX V-CROSS

ค่ายตรีเพชร Isuzu เปิดตัว บอย ปกรณ์ พรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดของ Isuzu พร้อมรถลุยรุ่นใหม่ All New Isuzu D-MAX V-Cross และสนามรถขับเคลื่อนสี่ล้อโฉมใหม่ที่พัทยา…

มร.ฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุ จำกัด แถลงต่อผู้สื่อข่าวในงานเปิดตัวสนามทดสอบรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่ล่าสุด ที่พัทยาว่า เมื่อปี 2535 บริษัท Isuzu ได้เปิดสนามขับเคลื่อนสี่ล้อ Isuzu ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อแนะนำ Isuzu Rodeo Four-Wheel Drive รถปิกอัพขับเคลื่อนสี่ล้อที่ประกอบในประเทศเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สนามขับเคลื่อนสี่ล้อแห่งนี้ ได้กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง และมีการใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่การใช้งานสนามแห่งนี้ สำหรับการทดสอบขับรถของตัวแทนจำหน่าย และตัวแทนจำหน่ายจากต่างประเทศเท่านั้น สนามแห่งนี้ยังเป็นโรงเรียนฝึกอบรมการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ สำหรับหน่วยงานภาครัฐอีกด้วย โดยถูกใช้เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคม ตามวิสัยทัศน์องค์กรของ Isuzu

การปรับปรุงสนามรถขับเคลื่อนสี่ล้อแบบใหม่หมดในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ให้เป็นสนามทดสอบที่ดีที่สุดในประเทศไทย เพื่อรองรับกับสมรรถนะของตัวรถรุ่นใหม่ในค่าย Isuzu ในรุ่น New D-MAX V-Cross ยนตรกรรมขับสี่รุ่นล่าสุดของ Isuzu ตัวสนามประกอบไปด้วยคลับเฮาส์สองชั้น พร้อมดาดฟ้า ห้องอบรม รวมถึงพื้นที่ในการสันทนาการ สามารถรองรับผู้ที่มีความสนใจเรื่องการควบคุมรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อได้มากขึ้นเป็นสองเท่า สถานีทดสอบทั้ง 13 สถานี ถูกดีไซน์ใหม่หมด เพื่อรองรับสมรรถนะในการขับเคลื่อนทุกล้อของ New D-MAX V-Cross รถปิกอัพยกสูงตัวลุยรุ่นล่าสุดในโมเดล New D-MAX

และในโอกาสที่ Isuzu เปิดตัวรถใหม่และสนามใหม่ไปพร้อมๆกันแล้ว ยังได้เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ดารานักแสดงที่กำลังโด่งดัง สะท้อนภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่นิยมการเดินทางด้วยพาหนะขับเคลื่อนสี่ล้อ ตัวแทนของคนหนุ่มที่ชื่นชอบในสมรรถนะการลุยของรถยนต์ Isuzu ที่มีรูปแบบการดำเนินชีวิตของสังคมเมืองที่มักผันตัวเองออกไปผจญภัย ด้วยจิตวิญญาณของผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมในรูปแบบของ Active Adventure

สนามทดสอบการขับขี่รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อของ Isuzu ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 50 ไร่ ติดถนนบายพาส สายพัทยา-ระยอง มีอาคารหลักเป็นอาคารคลับเฮาส์สองชั้น โดยออกแบบอาคารด้วยการใช้สถาปัตยกรรมที่ทันสมัย เน้นในเรื่องพื้นที่ประโยชน์การใช้สอยเป็นหลัก และมีพื้นที่มากกว่าอาคารเก่าถึงสองเท่า ห้องอบรมการขับขี่ควบคุมรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อรองรับได้ 120 คน บริษัท Isuzu ได้ปรับปรุงสภาพสนามทดสอบ โดยจำลองเส้นทางที่มีอุปสรรค ตามสภาพภูมิประเทศที่มีความท้าทายต่อสมรรถนะของรถยนต์ขับสี่ สถานีการขับทดสอบเพิ่มขึ้นจากเดิมทั้งหมด 13 สถานี ซึ่งประกอบไปด้วย

-สถานีที่ 1 เนินสลับขับสามล้อ (Rugged Route)

-สถานีที่ 2 ร่องสลับกับดักล้อ (Deep Ditch Route)

-สถานีที่ 3 เนินสูงเสียดฟ้า (10 Meter High Hill)

-สถานีที่ 4 เนินเตรียมใจ (Slope Route)

-สถานีที่ 5 ทางหิน (Rocky Route)

-สถานีที่ 6 ขยับ เขย่า โขยก (Narrow Rugged Route)

-สถานีที่ 7 ทางครึ่งบกครึ่งน้ำ (Slope Stability With Water Course)

-สถานีที่ 8 ทางลุยทราย (Sand Crossing)

-สถานีที่ 9 ร่องยาวใจระทึก (Long Ditch Route)

-สถานีที่ 10 แอ่งลึก ระทึกใจ (Deep Basin)

-สถานีที่ 11 สะพานลอยฟ้า (Bridge Crossing)

-สถานีที่ 12 ท้าแรงโน้มถ่วง (Balanced Beam)

-สถานีที่ 13 เนินเอียงเฉียง (Slope Stability)

All New Isuzu V-Cross 4×4
ค่ายตรีเพชรอีซูซุ เปิดตัวรถปิกอัพขับเคลื่อนสี่ล้อรุ่นใหม่ล่าสุด D-MAX V-Cross โดยใช้แนวคิด Real And Cool ตอบสนองต่อการใช้งานในทุกภูมิประเทศ รถ New D-MAX V-Cross 2012 วางเครื่องยนต์ Isuzu DDi Super Commonrail เจนเนอเรชั่น 3.5 ภายใต้ Concept เครื่องยนต์ดีเซลแห่งอนาคต ใช้เทคโนโลยี Digital R And D Technology ที่สามารถทดสอบและประเมินผลแบบดิจิตอล Real Time ระบบจ่ายเชื้อเพลิงทำงานได้แม่นยำและประหยัดมากขึ้น ชุดส่งกำลังออกแบบให้เข้ากับน้ำหนักและความสมดุลของตัวรถ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลภาวะระดับ RURO-5 รถ New D-MAX V-Cross 2012 ติดตั้งระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผัน New VGS Turbo ให้สมรรถนะที่มีความต่อเนื่องทุกย่านรอบเครื่องยนต์ในการบูสเพื่อเพิ่มแรงบิด

สวิตช์ควบคุมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Isuzu Terrain Command ภายในห้องโดยสารใกล้คันเกียร์ ผู้ขับสามารถปรับตั้งในระหว่างขับขี่ โดยสามารถเปลี่ยนโหมดการขับจากแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4-Low / 4 High หรือปรับเป็นโหมดขับเคลื่อน 2 ล้อ ขณะที่รถกำลังวิ่ง ทำให้การใช้งานมีความสะดวกขึ้น

แพลตฟอร์มหรือโครงสร้างของตัวถังใน New D-MAX V-Cross ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการใช้งานหนัก ขยายฐานล้อ ความกว้างของช่วงล้อ และการจัดวางตำแหน่งของยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์ เพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี ส่งผลไปถึงการขับขี่ควบคุมที่ดีขึ้น เนื่องจากตัวรถมีความสมดุล ความสูงระหว่างใต้ท้องรถกับพื้นถนน 235 มิลลิเมตร ใต้ท้องของ New D-MAX V-Cross มีลักษณะเรียบ ติดตั้งแผ่นเหล็กกันกระแทกที่ใต้ห้องเครื่อง รวมถึงใต้ชุดเกียร์ทรานเฟอร์ แซลซีส์แบบ Multi-Piece Rip Rail ขนาดหน้าตัด 90×173+6 มิลลิเมตร ใหญ่สุดในกลุ่มรถปิกอัพของประเทศไทย ช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนกสองชั้น พร้อมคอยสปริง ส่วนด้านหลังใช้แหนบวางเหนือเพลาหรือ Over Slung ซึ่งมีความยาวเป็นพิเศษ 1,360 มิลลิเมตร วิศวกรออกแบบโช้คอัพแก๊ซทั้งสี่ตัว โดยปรับตั้งค่าความหนืดใหม่ทั้งหมด ทำให้รองรับแรงกดได้มากขึ้น และเพื่อดูดซับแรงกระแทกจากสภาพเส้นทางทุรกันดาร ระยะการยืดตัวระหว่างล้อและตัวถังเพิ่มขึ้น

New D-MAX V-Cross VGS Z-prestige Navi Specifications
แบบ………………………………..ปิกอัพ 4 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ
เครื่องยนต์……………………….ดีเซล 4JJ1-TCX ดับเบิลโอเวอร์เฮตแคมชาร์ป (DOHC)
วาว์ล………………………………..4 วาว์ลต่อสูบ=16วาว์ล
ปริมาตรความจุกระบอกสูบ…2,999 ซีซี
ระบบจ่ายเชื้อเพลิง………………คอมมอลเรล ไดเรค อินเจคชั่น
ระบบอัดอากาศ………………….เทอร์โบแปรผัน New VGS
กระบอกสูบxช่วงชัก……………95.4×104.9 มิลลิเมตร
อัตราส่วนกำลังอัด……………..17.3:1
แรงม้าสูงสุด………………………173 แรงม้าที่3,600 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด………………………380 นิวตันเมตร ที่1,600-2,800 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง…………………….เกียร์อัตโนมัติทอร์คคอนเวอร์เตอร์ 5 สปีด
ระบบบังคับเลี้ยว………………..แรคแอนพีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรง
ระบบเบรก
ด้านหน้า……………………………จานดิสเบรก 300 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์อัลลอย
ด้านหลัง……………………………ดรัมเบรก
ระบบกันสะเทือน
ด้านหน้า…………………………..อิสระ ปีกนกสองชั้น คอยสปริง เหล็กกันโคลง โช้คอัพ
ด้านหลัง…………………………..แหนบคู่รูปครึ่งวงรี วางเหนือเพลา พร้อมโช้คอัพแก๊ซ
ล้อและยาง……………………….อัลลอยขนาด 7.0Jx17 นิ้ว ยาง 255/65/R17
มิติตัวถัง
ความกว้าง……………………….1,860 มิลลิเมตร
ความยาว…………………………5,190 มิลลิเมตร
ความสูง…………………………..1,850 มิลลิเมตร
น้ำหนัก…………………………….1,745 กิโลกรัม
ปริมาตรความจุถังเชื้อเพลิง…76 ลิตร
ราคา……………………………….. New Isuzu Dmax V-Cross 3.0 VGS Z-Prestige Navi ราคา 913,000 บาท

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

NEW CAR OF THE MONTH

January 17th, 2012

NEW CAR OF THE MONTH

เหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นและน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา ได้สร้างผลกระทบทางลบครั้งใหญ่ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก มูลค่่าความสูญเสียนับแสนล้านในวงการยนตรกรรมกำลังได้รับการพื้นฟูแก้ไขอย่างเร่งด่วน ค.ศ. 2012 คือปีที่ทุกบริษัทค่ายรถต่างเร่งออกผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ โดยมุ่งเน้นไปที่รถยนต์ประหยัดพลังงานเป็นหลัก…

การส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถปิกอัพ จะล่าช้าออกไปอย่างน้อย 2-3 เดือน และภายในเดือนมีนาคม 2555 ยอดการผลิตรถยนต์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ส่วนยอดการส่งรถยนต์ใหม่จำนวน 49,000 คัน ลดลงจากเดือนกันยายนปี 2553 ถึง 100,000 คัน คือตัวเลขที่เกิดขึ้นท่ามกลางผลกระทบของวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ขณะที่การประกอบรถยนต์ใหม่ของค่าย Toyota / Isuzu / Nissan / Mazda / Ford / Mitsubishi เริ่มกลับมาเดินสายการผลิตภายในโรงงานประกอบรถยนต์ของตนอีกครั้งหลังจาก บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่รายย่อย สามารถกลับมาผลิตชิ้นส่วน-อะไหล่ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะทำให้ยอดการผลิตในปี 2555 มียอดรวมประมาณ 1.5 ล้านคัน ลดลงจากที่ตั้งเป้าไว้ถึง 3 แสนคันจากปัญหาภัยพิบัติทั้งสองเหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2554

Honda New Civic 2012 EURO Version

Honda New Civic 2012 EURO Version

นี่คือยนตรกรรมที่ขายดีของ Honda รถ New Civic เวอร์ชั่นยุโรปมีรูปทรงที่โฉบเฉี่ยวและสปอร์ตมากยิ่งขึ้น มันคือรถบ้านที่ครองใจผู้ใช้มานานกว่า 30 ปีแล้ว นับจากโมเดลแรกถูกส่งออกขาย New Civic รุ่นที่ 9 ถูกปรับเปลี่ยนน่าตาและอุปกรณ์ใหม่หมดจดทั้งคัน ภายในยังคงใช้แดชบอร์ดแบบสองชั้น มาตรวัดขนาดใหญ่สามวง ส่วนขุมกำลังยังคงคล้ายกับรุ่นที่แล้ว โดยยังคงไม่มีการลดปริมาตรความจุหรือใช้ระบบอัดอากาศเข้าช่วยเหมือนเดิม เครื่องหายใจเองของ New Civic เป็นเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงแบบ 4 กระบอกสูบ ในอังกฤษ มีให้เลือกใช้สองแบบคือ เครื่อง 1.4 ลิตร และเครื่อง 1.8 ลิตร โดยมีเครื่องดีเซลรุ่นใหม่ขนาด 2.2 ลิตร i-DTEC 148 แรงม้า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ชอบทั้งความประหยัดและพลังแรงบิดในรอบต่ำ ระบบส่งกำลังมีทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ติดตั้งระบบ Stop/Start กันสะเทือนด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม

BMW New Series 3 F30 2012

BMW New Series 3 F30 2012

มีรถซีดานยอดนิยมเพียงไม่กี่ยี่ห้อที่สามารถครองใจลูกค้าผู้นิยมรถเล็กเกรดพรีเมี่ยมมายาวนานกว่า 40 ปี และนี่คือหนึ่งในนั้น รถ BMW New Series 3 รหัสตัวถัง F30 คืออนุกรมซีดานสมรรถนะสูงคันใหม่ล่าสุดจากค่ายผู้ผลิตที่ใช้ตราสัญลักษณ์ ใบพัดสีฟ้า-ขาว มันมีน่าตาทรวดทรงที่โดนใจมากกว่า Series 3 E90 รุ่นที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด และคล้ายคลึงกับการจับเอา Series 5 F10 มาย่อส่วนเพื่อคงความสมบูรณ์แบบ เครื่องยนต์รุ่นใหม่ยังถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการขับขี่ ยกระดับมาตรฐานของซีดานจากเยอรมนีให้เพิ่มขึ้น ฐานล้อที่ยาวกว่ารุ่นเดิมทำให้มีพื้นที่ใช้สอยภายในเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระที่ฝาท้ายก็มีมากขึ้น เครื่องยนต์มีให้เลือกมากมาย เริ่มตั้งแต่เครื่องเบนซินแถวเรียง 4 กระบอกสูบ 1.8 ลิตร ไปจนถึงรุ่นสูงสุด นั่นก็คือ New M3 ที่จะหันมาใช้เครื่อง 6 สูบ3.0 ลิตร อัดเทอร์โบคู่ ซึ่งจะมีย่านของกำลังประมาณ 420 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีด ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ Hybrid จะเปิดตัวตามออกมาภายในสิ้นปี 2013 New Series 3 F30 จะมีระบบรองรับด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สัน สตรัท ส่วนด้านหลังเป็นแบบ มัลติลิ้งค์ พร้อมกลไก EfficientDynamics ระบบ Stop/Start วิศวกรของค่าย BMW กำลังเร่งพัฒนาเครื่องยนต์แบบ 3 กระบอกสูบ 1.5 ลิตร ที่มีทั้งความประหยัดและสมรรถนะ โดยเครื่อง 3 สูบรุ่นใหม่นี้จะสร้างกำลังได้ถึง 184 แรงม้าจากการเสกเป่าของเทอร์โบแปรผัน เพื่อวางลงในเจ้า Series 3 F30 รุ่น Minor Change ภายในปี 2015 นี้

AUDI New A6 Hybrid 2012

AUDI New A6 Hybrid 2012

ซาลูน 4 ประตูเครื่องยนต์ลูกผสมเบนซิน TFSI 2.0 ลิตรบวกมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 1.3 kWh ทำให้ New A6 Hybrid รุ่นล่าสุดคันนี้ มีกำลัง 241 แรงม้า ระบบ Hybrid ที่พัฒนามาเพื่อความประหยัดทำงานร่วมกับชุดส่งกำลังแบบ Tiptronic 8 สปีด ซึ่งใช้คลัตช์แห้งแบบ Multiplate เข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเครื่องยนต์กับตัวมอเตอร์ไฟฟ้า ได้แรงบิด 354 ปอนด์-ฟุต เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 7.3 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราสิ้นเปลือง 44 ไมล์ต่อแกลลอน ปล่อยก๊าซ CO2 ที่ 146 กรัม/กิโลเมตร ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะมีตัวเลขสมรรถนะดีกว่าเล็กน้อย โดยมีอัตราสิ้นเปลืองที่ 56.0 ไมล์/แกลลอน กับค่าการปล่อยของเสียที่ 129 กรัม/กิโลเมตร มาตรฐาน EURO-5 สมรรถนะที่ดีกว่าของเครื่องยนต์ดีเซลใน New Audi A6 เกิดจากน้ำหนักในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลที่เบากว่ารุ่นเครื่องยนต์ลูกผสมแบบ Hybrid ถึง 195 กิโลกรัม รถ New A6 Hybrid วิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆได้ระยะทางประมาณ 2 ไมล์ บนความเร็วเฉลี่ย 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้นเครื่องยนต์จะเข้ามาแทรกแซงทันทีที่กระแสไฟในแบตเตอรี่เริ่มอ่อนกำลังลง ระหว่างการเปลี่ยนโหมดขับเคลื่อนจากไฟฟ้ามาเป็นเครื่องยนต์ จะมีความนุ่มนวลปราศจากอาการกระตุกกระชากให้รู้สึก มันเหมาะมากกับการขับแบบเรื่อยๆ ภายในเมืองใหญ่ทั่วโลก

Mercedes Benz New B-Class 2012

Mercedes Benz New B-Class 2012

เจเนอเรชั่นที่ 2 ของยนตรกรรมตราดาวในตระกูล B-Class คลอดออกมาแล้วด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงามสดใหม่ แม้จะเป็นรถยนต์สไตล์อเนกประสงค์แต่ New B-Class วางแนวทางของตัวถังที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานอากาศเพียง 0.26 และมีระบบ BuleEFFICIENCY เป็นเครื่องมือยืนยันการลดมลภาวะของค่ายตราดาว มันบรรจุเอาอุปกรณ์ที่มีความหรูหรามากกว่ารุ่นแรก ตัวถังผสมผสานกันระหว่าง MPV และ Sport Sedan เพื่อทำให้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นได้ง่ายกว่าเดิม หากปรับพับเบาะ เจ้าของรถจะได้พื้นที่ในการขนสัมภาระมากถึง 667 ลิตร ระบบบังคับเลี้ยวแบบ EPS- Electronic Power Steering เพื่อลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้ากลายเป็นของใหม่ที่แตกต่างไปจาก Benz รุ่นอื่นที่ใช้การขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลังทั้งหมด เครื่องยนต์เบนซินบล็อกล่าสุดขนาด 1.6 ลิตรและ 2.0 ลิตร ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลใช้รหัส OM615/D18 New B-Class 2012 รุ่นเครื่องเบนซิน 1.8 ลิตร รหัส B180 มีกำลัง 122 แรงม้า พร้อมแรงบิด 200 นิวตันเมตร ส่วนรุ่น B200 จะมีม้าเพิ่มขึ้นที่ 156 แรงม้าและแรงบิด 250 นิวตันเมตร ที่มาในรอบต่ำเพียง 1,250 รอบต่อนาที ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลรหัส B180 CDI มีความจุ 1.8 ลิตร ให้กำลัง 109 แรงม้ากับแรงบิด 250 นิวตันเมตรที่ 1,400 รอบต่อนาที และใหญ่ขึ้นมาอีกนิดกับเครื่องดีเซล 2.0 ลิตรในรุ่น B200 CDI ที่ให้กำลัง 136 แรงม้า พร้อมแรงบิด 300 นิวตันเมตรที่ 1,600 รอบต่อนาที

Mazda 3 Facelift 2012

Mazda 3 Facelift 2012

แฮตซ์แบคสมรรถนะเยี่ยมจากเมืองฮิโรชิมาคันนี้ แต่งหน้าทาปากมาใหม่ในรุ่น Facelift 2012 เพื่อกระตุ้นยอดขายที่สูงโด่งของโมเดล 3 ใหม่ที่แรงอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก Mazda เพิ่มเทคโนโลยีไฮเทคที่มีระบบควบคุมมลพิษ ทำให้ประสิทธิภาพด้านการขับขี่และการปล่อยมลภาวะไม่เป็นรองค่ายรถจากเยอรมนี แม้แต่น้อย มันมีสปอยเลอร์หน้าใหม่ ไฟหน้า ไฟท้าย ใหม่หมด แต่โครงรถยังคงเหมือนเดิมเนื่องจากเป็นรุ่น Facelift ส่วนชุดบังคับเลีี้ยว ใช้กลไก EHPAS-Electro-Hydraulic Power Assist Steering ซึ่งถูกปรับแก้ให้ส่งความรู้สึกในการควบคุมพวงมาลัยไม่แตกต่างจากระบบไฮดรอลิกแบบเก่า แต่มีน้ำหนักน้อยกว่าและไม่มีการเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ จึงไม่กินกำลังเครื่อง ส่วนเครื่องยนต์ยังคงมีให้เลือกถึง 8 แบบ (ในยุโรปและอเมริกา) โดยมุ่งเน้นไปที่ขุมกำลังแบบดีเซลที่กลายเป็นที่นิยมสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถของค่าย Zoom Zoom ซึ่งเป็นเครื่องดีเซล 2.2 ลิตร 185 แรงม้า กับแรงบิด 400 นิวตันเมตรที่ 1,800-3,000 รอบต่อนาที ส่วนรุ่นเบนซินยังคงใช้เครืิ่องรุ่นเดิมรหัส MZR 2.0 DISI 150 แรงม้า จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบไดเรคอินเจคชั่น พ่วงระบบ i-Stop ซึ่งเป็นระบบที่คิดค้นขึ้นเองจากวิศวกรของ Mazda ช่วยด้านประหยัดเชื้อเพลิงโดยตัดการทำงานของเครื่องยนต์ทันทีที่จอดเดินเบา แต่ระบบปรับอากาศยังคงทำงานอยู่ และจะติดเครื่องยนต์ทันทีที่ผู้ขับกดคันเร่ง (คล้ายระบบ Stop/Start)

Toyota New Avanza 2012

Toyota New Avanza 2012

New Avanza เป็นรถยนต์ที่มีความคุ้มค่า เหมาะสมกับครอบครัวขนาดเล็กที่เน้นการขับขี่ใช้งานรถยนต์ในเมืองด้วยรูปแบบ รถอเนกประสงค์ รถ New Avanza ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Dynamic & Spacious ด้วยการออกแบบพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้มีความกว้างขวางมากขึ้น เพื่อความสะดวกสบายในการเดินทาง พร้อมด้วยประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสมกับครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน ในขณะที่รูปโฉมภายนอกได้รับการดีไซน์ให้มีความทันสมัย ภายในห้องโดยสารดีไซน์สปอร์ต โดยปรับเปลี่ยนการวางตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามาจากรุ่นแรก พื้นที่ของห้องโดยสารใหญ่ขึ้นเล็กน้อย วางเครื่องยนต์ขนาด 1,500 ซีซี โดยขุมกำลังตัวนี้ได้รับการพัฒนาให้มีสมรรถนะดีขึ้น พร้อมด้วยระบบวาล์วอัจฉริยะ VVT-i ให้กำลังสูงสุด 101 แรงม้า ตอบสนองการใช้งานบนคล่องตัวเนื่องจากมีน้ำหนักไม่มากนัก New Avanza 2012 ถูกปรับแต่งสมรรถนะให้ออกมาในแนวทางประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 รวมถึงผ่านมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวด EURO-4 ก่อนการบังคับใช้จริงถึง 1 ปี นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงช่วงล่างใหม่เพื่อตอบสนองการขับขี่ที่นุ่มนวล และการทรงตัวที่ดียิ่งขึ้น วางขายแล้วในประเทศไทย

Toyota New Alphard 2012

Toyota New Alphard 2012

บริษัท Toyota Motor Thailand Co.ltd เปิดตลาดรถยนต์ปี 2555 ด้วยการแนะนำพรีเมี่ยม MPV New Alphard 2012 รุ่นใหม่ล่าสุด ตัวรถ MPV ยอดนิยมรุ่นใหม่นี้ ได้รับการปรับปรุงทั้งภายในและภายนอก โดยยังคงเน้นความหรูหราลงตัวของสมรรถนะและอุปกรณ์ภายในสำหรับอำนวยความสะดวก ยามใช้งาน เพื่อทำให้ผู้โดยสารมีความสบายตลอดการเดินทาง ด้านหน้าใช้กระจังหน้าโครเมี่ยมใหม่หมด เข้าชุดกับไฟหน้าแบบใหม่ หลังคามูนรูฟคู่ (Twin Moon Roof) เพิ่มแสงสว่างภายในห้องโดยสารยามค่ำคืน

ประตูข้างซ้าย – ขวา และประตูหลังระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ควบคุมการเปิด-ปิดได้จากบริเวณคนขับ ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ พร้อมยางขนาด 215/60 R17 กระจกมองหลังแบบตัดแสงอัตโนมัติ (EC Mirror) ลดการสะท้อนของแสงไฟ มาตรวัดเรืองแสงของหน้าปัดเป็นของใหม่ทั้งหมดตามโมเดล 2012 เพิ่มขนาดมาตรวัดให้ใหญ่ขึ้นเพื่อความสะดวกในการอ่านค่า ระบบฟอกอากาศแบบนาโนอี (Nanoe) เทคโนโลยีการสร้างโมเลกุลน้ำล้อมรอบประจุลบ แผงคอนโซลหน้า คอนโซลกลาง และหัวเกียร์ใหม่หมด ตกแต่งภายในด้วยลายไม้สีดำ ส่วนเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังแถวที่ 1 ปรับไฟฟ้าแบบเฟิร์สท์คลาส พร้อมกับที่รองขา ที่พักเท้า โต๊ะกลางแบบพับได้ และระบบบริหารหลังไฟฟ้า 7 จุด คอยช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้ายามเดินทางไกล เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลังแถวที่ 2 สำหรับ 3 ที่นั่งพร้อมที่วางแขน สามารถพับเก็บแบบแขวนได้ ระบบให้ความความบันเทิงมีเครื่องเล่น DVD / CD / MP3 / WMA / ช่องต่อ USB / iPod / Bluetooth พร้อมจอ LED ระบบสัมผัส 7 นิ้ว จาก Alpine (ในรุ่น 3.5 V) และจอ LCD ระบบสัมผัสขนาด 6.1 นิ้ว (ในรุ่น 2.4V) รถ New Alphard 2012 มีสีให้เลือก 3 เฉดสีคือ สีเงิน (Silver Metallic) สีขาวมุก (White Pearl Crystal) สีดำ (Black) ราคา (รวมเครื่องปรับอากาศและภาษีมูลค่าเพิ่ม) รุ่น 2.4 V (2.4 ลิตร) 3,239,000 บาท และรุ่น 3.5 V (V6 3.5 ลิตร) 4,059,000 บาท.

Arcom Roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

ค่ายรถระดมโชว์เทคโนโลยีในงาน BOI FAIR 2011

January 17th, 2012

ค่ายรถระดมโชว์เทคโนโลยีในงาน BOI FAIR 2011

BOI Fair 2011 นิทรรศการที่จัดแสดงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นความสำคัญในการลดใช้พลังงาน การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ และการรักษาสภาพแวดล้อม ตลอดจนการอยู่ร่วมกันระหว่างภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และชุมชน…

Nissan Pavilion
บริษัท Nissan Motor Thailand Co.ltd เปิด Nissan Pavilion ในงานบีโอไอ แฟร์ 2011 อย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555 โดยจัดแสดงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าต้นแบบ และที่จำหน่ายแล้วในเชิงพาณิชย์ เทคโนโลยีพลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม Nissan Pure Drive เพื่อคุณ เพื่อโลก แนวคิดเมืองอัจฉริยะและภาพยนตร์ 4 มิติ เล่าเรื่องราวพลังงานสะอาดของชุมชนฉลาดที่ให้ความรู้และความบันเทิง เหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย พร้อมรับลงทะเบียนทดลองขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Nissan Leaf ณ Nissan Pavilion เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 20 มกราคม 2555

ประพัฒน์ เชยชม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสการตลาดและขาย บริษัท Nissan Motor Thailand Co.ltd กล่าวว่า “Nissan Pavilionได้รับการออกแบบและสร้างขึ้นโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทุกขั้นตอน โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ E ที่หมายถึง Zero Emission ภายในเล่าเรื่องราวของวิวัฒนาการยานยนต์ในประเทศไทย ที่ Nissan ในฐานะรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่เข้ามาบุกเบิก จนมาถึงปัจจุบัน ที่ Nissan ได้ก้าวมาเป็นผู้นำรถยนต์ประหยัดพลังงานในประเทศไทย และผู้นำยานยนต์ไร้มลพิษ” และเสริมว่า “รูปแบบการจัดแสดงใน Nissan Pavilion มีความหลากหลาย ทั้งการจัดนิทรรศการที่ใช้เทคโนโลยีแบบอินเตอร์แอคทีฟ เพื่อให้น่าสนใจ โดยเฉพาะกับเยาวชน การจัดแสดงรถยนต์หลากหลายรุ่น โดยเฉพาะรถยนต์แนวคิดพลังงานไฟฟ้า ์Nissan Townpot และภาพยนตร์แบบ 4 มิติ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวพลังงานสะอาดในอนาคต โดยใช้เวลาการชม ทั้ง Pavilion เพียง 20 นาที ผู้ชมจะได้รับสาระความรู้ ความเข้าใจ และความเพลิดเพลินไปพร้อมๆ กัน”

การจัดแสดงใน Nissan Pavilion มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจด้านวิวัฒนาการของยานยนต์ จากอดีตสู่ปัจจุบัน ที่ Nissan ได้พัฒนายานยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้งานทุกรูปแบบ จนมาถึงปัจจุบัน ที่ Nissan ในฐานะผู้นำการพัฒนายานยนต์ไร้มลพิษ และแนวคิดพลังงานสะอาด Nissan Pure Drive เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของพลังงานและอุตสาหกรรมยานยนต์

ภายใน Nissan Pavilion มีไฮไลต์ที่สำคัญๆ ดังนี้

การจัดแสดงเทคโนโลยียานยนต์ไร้มลพิษ หรือ Zero Emission นำเสนอเรื่องราวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ออกจำหน่ายในตลาดเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในโลก Nissan Leaf ที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านยอดขาย (จำนวน 20,000 คันทั่วโลกในปีที่ผ่านมา) และได้รับการยอมรับในด้านยนตรกรรมที่ล้ำหน้า ด้วยรางวัลเกียรติยศสูงสุด Car of the Year จากสถาบันและงานแสดงยนตรกรรมชั้นนำล่าสุดจากประเทศญี่ปุ่น และจากทวีปอื่นๆ ทั่วโลก ในส่วนนี้ นิสสันได้สร้างภาพยนตร์รูปแบบ 4 มิติ ถ่ายทอดเรื่องราวของผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน แนวทางการแก้ไขด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และแนวคิดการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาดของเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City ในปี ค.ศ 2030

นอกจากนี้ Nissan ยังได้นำรถยนต์แนวคิดพลังงานไฟฟ้า Nissan Pivo และ Nissan Townpot เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจวิสัยทัศน์ และเห็นการพัฒนารถยนต์ ที่ไม่เพียงแต่ปล่อยไอเสียเป็นศูนย์ แต่ยังนำเสนอรูปแบบในการเลือกใช้งานของรถยนต์ที่ตอบสนองการใช้งานของผู้ขับขี่ให้ได้มากที่สุด

การจัดแสดงรถยนต์ประหยัดพลังงานและเทคโนโลยี Pure Drive พลังงานสะอาด เพื่อสิ่งแวดล้อม จากการที่
 Nissan ได้พัฒนายานยนต์คุณภาพ โดยปัจจุบัน บริษัท Nissan Motor Thailand Co.ltd ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำรถยนต์ประหยัดพลังงาน หรือ Eco Car ในประเทศไทย เป็นค่ายรถยนต์ผู้บุกเบิกตลาดเป็นค่ายแรกในประเทศ และปัจจุบันยังเป็นค่ายเดียวที่เสนอทางเลือกรถยนต์ Eco Car ทั้งในรุ่นแฮทช์แบค Nissan March และในรุ่น 4 ประตู Nissan Almera ใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยมด้วยกระแสยอดจองและยอดขายที่ดี

Nissan Pavilion เปิดประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน ด้วยการนำเสนอเรื่องราวผ่านตัวละครลักษณะการ์ตูน และด้วยรูปแบบการสัมผัสตอบสนองอัตโนมัติ หรือ Shadow Interactive ที่ไม่เพียงแต่ให้ความเพลิดเพลิน แต่ยังได้รับสาระและเกิดการซึมซับความรู้ในรูปแบบเอ็ดดูเทนเมนต์ (Edutainment) บ้านอัจฉริยะ หรือ Smart House ที่ตั้งอยู่บริเวณนอก Nissan Pavilion แสดงการแบ่งปันการใช้พลังงานอย่างชาญฉลาด ระหว่างรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Nissan Leaf และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น โทรทัศน์ หรือเครื่องปรับอากาศ ฯลฯ

การจัดแสดงวิวัฒนาการยานยนต์ โดย Nissan ในฐานะบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่เข้ามาบุกเบิก และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เริ่มต้นในปี พ.ศ 2496 ภายใต้ชื่อ Datson-Nissan ได้นำรถกระบะรุ่นแรก Dutson L620 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถกระบะรุ่นช้างเหยียบ เนื่องจากมีความทนทานสูงมากมาจัดแสดง รวมทั้งรถยนต์รุ่นประวัติศาสตร์อื่นๆ อาทิ Nissan Big M ที่สร้างชื่อเสียงด้านความทนทานและบรรทุกหนักมาก รวมทั้งภาพยนตร์โฆษณาในอดีต เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้รับชมประวัติศาสตร์อันมีคุณค่าและเรื่องราวที่หาดูได้ยากมาก และสุดท้าย Nissan ได้เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ลงทะเบียน ณ Pavilion เพื่อรับสิทธิ์ในการเป็นหนึ่งในผู้โชคดี 100 ท่านแรก ร่วมกิจกรรมการทดสอบขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า Nissan Leaf เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ภายในงาน

Nissan Pavilion ขนาด 4,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บริเวณลานเลคไซค์ อิมแพค เมืองทองธานี เปิดให้ผู้ชมเข้า ชมได้ฟรี ตั้งแต่เวลา 10:00-22:00 น. ตั้งแต่วันที่ 6-20 มกราคม 2555 ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.nissan.co.th

ไทยรุ่งฯ นำรถต้นแบบ TR TRANSFORMER มาอวดศักยภาพในงาน BOI FAIR 2011

บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์ของไทย ได้นำรถต้นแบบ TR TRANSFORMER ซึ่งเป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์ ที่ออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อตอบสนองความต้องการใช้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย มุ่งหวังเจาะตลาดลูกค้ากลุ่มที่ต้องการใช้ รถยนต์ Hummer หรือ Land Rover (Defender) ในราคาประหยัด

สมพงษ์ เผอิญโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า TR TRANSFORMER เป็นรถต้นแบบที่ออกแบบโดยระบบคอมพิวเตอร์ CAD , CAE และ CAM ที่ทันสมัย มาตรฐานสากล และมีการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้างด้วยระบบคอมพิวเตอร์ การผลิตชิ้นส่วนเข้ารูป ตัวถังทั้งคันผ่านระบบชุบสีกันสนิมด้วยประจุไฟฟ้า ตัวเครื่องยนต์ได้นำเอาโครงสร้างของรถยนต์บรรทุกปิกอัพ (pick up) ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3.0 ลิตร ที่มีการผลิตขายในประเทศ มาพัฒนาออกแบบผลิตตัวถังใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เป็นรถยนต์ที่มีความสมบูรณ์แบบได้มาตรฐานสากล ที่ง่ายต่อการซ่อมแซมและบำรุงรักษา อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมต่ำ เพราะใช้ชิ้นส่วนหลักเช่นเดียวกันกับรถทั่วไป ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีการผลิตที่เป็นมาตรฐานสากลในประเทศ

คุณลักษณะของรถ TR TRANSFORMER

การออกแบบโดยระบบคอมพิวเตอร์ CAD , CAE , CAM ที่ทันสมัยมาตรฐานสากล และมีการวิเคราะห์ความแข็งแรงของโครงสร้าง (Simulates) ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ มาช่วยในการสร้างชิ้นส่วน (Part) การผลิตชิ้นส่วนด้วยโลหะขึ้นรูป ตัวถังรถทั้งคันผ่านระบบชุบสีกันสนิม โดยประจุไฟฟ้า (EDP) และขบวนการพ่นสีมาตรฐานเดียวกับกับผู้ผลิตรถยนต์ มีการทดสอบจากสนามจริง ลุยน้ำได้ถึง 500 มิลลิเมตร สามารถไต่ทางลาดชัน ได้ 40 องศา และไต่ทางลาดชัน ได้ 40 องศา และไต่ทางลาดเอียง ได้ 30 องศา การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ทันสมัย มีความเป็นสากล และมีความคิดที่สร้างสรรค์ ระบบบังคับเลี้ยว แบบแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนกำลัง (Rack and pinion with power steering)

นายสมพงษ์ เผอิญโชค กล่าวกับส่ือมวลชนในวันเปิดงานว่า สำหรับรถ TR TRANSFORMER จะเจาะกลุ่มตลาดที่รักการผจญภัย และมีราคาที่ถูกกว่ารถที่นำเข้า เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจในการพัฒนารถยนต์ประเภทนี้ เพราะมีปริมาณไม่มากและมีรุ่นที่หลากหลาย และเนื่องจากบริษัทฯ มีขีดความสามารถในการออกแบบผลิตชิ้นส่วน และประกอบรถยนต์อย่างครบวงจร จึงได้นำมาโชว์ และเปิดจองให้กับลูกค้า โดยสนนราคาเริ่มต้นที่ 1,420,000 – 1,590,000 บาท

Mitsubishi Pavilion
โนบุยูกิ มูราฮาชิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Mitsubishi Motor Thailand Co.ltd เผยถึงแนวคิดในการจัดแสดงของ Mitsubishi Pavilion ในงาน BOI Fair 2011 ว่า เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติในวโรกาสมหามงคล เฉลิมพระชนพรรษาครบ 7 รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสอดคล้องกับแนวพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน รวมถึงแนวคิดของการจัดงาน BOI Fair ในครั้งนี้ ค่าย Mitsubishi Motor จึงเลือกวิธีการที่จะนำเสนอวิถีความรู้ และการใช้ชีวิตด้วยยนตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด ชีวิตอัจฉริยะด้านพลังงาน เพื่อให้ผู้เข้าชมงาน ได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยนตรกรรมของ Mitsubishi ในรูปแบบยานยนต์พลังงานทางเลือก ทั้งการใช้พลังงานแบบพึ่งพาตนเอง ด้วยผลผลิตทางการเกษตร และผลิตเองได้จากทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ

Mitsubishi Motor Corporation วางนโยบายการพัฒนารถยนต์ของ Mitsubishi Motor ภายใต้วิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมของกลุ่มบริษัท Mitsubishi สู่ปี 2020 หรือ Mitsubishi Motor Environmental Vision 2020 ซึ่งเป็นแผนงานระยะกลางและระยะยาวด้านสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือกลุ่มใกล้เคียง เป็นจำนวน 20% ของรถยนต์ที่จะ ผลิดออกขายทั้งหมด โครงการระยะยาวนี้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์จากรถยนต์ เพื่อลดปริมาณของเสียที่จะปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศของโลก 50% ของปัจจุบัน รวมถึงการกำหนดเป้าหมายที่จะควบคุมขั้นตอนกระบวนการผลิต เครื่องยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆจากโรงงาน ทั้งในและนอกประเทศ ให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ลดลงอีก 20% หากแผนงานนี้ประสบความสำเร็จ ค่าย Mitsubishi Motor จะสามารถช่วยลดปริมาณก๊าซชนิดนี้จากไลน์การผลิตของตนเองลงไปได้อีก 70%

นับเป็นโอกาสอันดีที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI ได้จัดงาน BOI Fair 2011 ขึ้นในช่วงต้นปี 2555 ทำให้ Mitsubishi Motor สามารถถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจในการผสมผสานพลังงานธรรมชาติ ให้เข้ากับนวัตกรรมยานยนต์ของบริษัท มานำเสนอแก่ผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชม Mitsubishi Pavilion ซึ่งนอกจากจะได้รับทราบถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังได้เห็นเจตนารมณ์ของ Mitsubishi Motor ที่สนับสนุนพลังงานทดแทนโดยร่วมไปในทิศทางเดียวกัน บริษัท Mitsubishi Motor Thailand Co.ltd ได้ลงมือเพื่อลดการใช้พลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีส่วนที่ใช้งานแล้วในประเทศไทย อย่างเช่นรถไฟฟ้า i-MIEV ซึ่งวิ่งใช้งานจริงแล้วในหลายสิบประเทศ

ผู้เข้าชมงาน BOI Fair 2011 สามารถเข้าชม Mitsubishi Pavilion ชีวิตอิสระด้านพลังงาน ตลอดจนมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์จริงในการนั่งยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า Mitsubishi i-MIEV พร้อมรับของที่ระลึกได้ที่ Pavilion ของ Mitsubishi โซนทะเลสาบ เมืองทองธานี เวลา 10.00-22.00 น. ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 20 มกราคม 2555

Ford Pavilion
Ford Motor Company Thailand Limited เปิดศาลากลางแจ้งขนาด 2,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่เน้นความโปร่งโล่งและเรียบง่ายในงาน BOI Fair 2011 โดยเน้นการสร้างความตื่นเต้น ให้ข้อมูล และร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ในการจัดงาน BIO Fair ที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด รวมพลังน้ำใจ โลกสดใส ไทยยั่งยืน

ศาลากลางแจ้งของค่าย Ford Motor Company ต้องการสื่อให้เห็นถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน การแข่งขัน Ford EcoBoot Chllenge จะช่วยสร้างความตื่นเต้นให้แก่แฟนบอลชาวไทย ซึ่ง Ford คาดการณ์ว่า น่าจะมีผู้เข้าชมและร่วมสนุกกับกิจกรรมในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก เทคโนโลยียานยนต์ของ Ford ได้รับการจัดแสดงเพื่อให้ผู้เข้าชมงานแสดงเทคโนโลยีในครั้งนี้ได้รับรู้ถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์โลกที่สะอาดและน่าอยู่ในอนาคต

รถยนต์ทุกรุ่น ที่ Ford วางจำหน่ายในประเทศไทย จะได้รับการจัดแสดงภายในศาลากลางแจ้งของ Ford Pavilion ซึ่งประกอบไปด้วยยนตรกรรมรุ่นต่างๆ ถึง 21 คัน รวมถึง Ford Ranger Model 2012 และรถยนต์นั่งขนาดเล็กยอดนิยม Ford Fiesta

ศาลาจัดแสดงของ Ford Motor มีส่วนที่ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนของ Ford เช่น เครื่องยนต์ Eco Boot รุ่นใหม่ล่าสุด ระบบการทำงานของชุดอัดอากาศแบบเทอร์โบ ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบไดเรคอินเจคชั่นที่ใช้ในเครื่อง Eco Boot รวมถึงระบบส่งกำลังแบบหลายจังหวะ เช่น นวัตกรรมการส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติรุ่นล่าสุด

ค่าย Ford Motor Company Thailand Limited มีความมุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีราคาที่เหมาะสมในรถยนต์ ที่ลูกค้าของ Ford ต้องการ ในการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้น บริษัท Ford ได้นำเสนอเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากมาย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการปกป้องความปลอดภัยในระหว่างการใช้งาน รวมถึงไม่กระทบต่อสมรรถนะของตัวรถ เทคโนโลยี Eco Boot ให้กำลังและความแม่นยำในการขับขี่ใช้งาน ประหยัดเชื้ิอเพลิง ซึ่งจะได้รับการเกิดตัวในประเทศไทย ภายใต้แผนงานนำเสนอยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒาขึ้น ภายใต้แผนงาน One Ford จำนวน 8 รุ่น ในภูมิภาคเอเชีย ภายในปี 2558 ขณะที่นวัตกรรมระบบส่งกำลังแบบหลายจังหวะของ Ford ได้รับการติดตั้งในรถที่วางจำหน่ายอยู่แล้วในประเทศไทย ทั้งใน Ford Renger และ Ford Fiesta นอกจากนี้ เครื่องยนต์ที่ติดตั้งระบบแปรผันแคมชาร์ปแบบอิสระคู่ หรือ Ti-VCT และระบบส่งกำลังเพาเวอร์ชิฟ 6 สปีด ของ Ford Fiesta ยังมีเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และการใช้เชื้อเพลิงอย่างประหยัด บริษัทผู้ผลิตรถยนต์เก่าแก่ของอเมริกันเจ้านี้ ยังลงทุนในประเทศไทยด้วยมูลค่า 2.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท เป็นค่ายรถที่ลงทุนมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย มีการจ้างงาน 8,500 ตำแหน่ง และการจ้างงานอื่นๆผ่านบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รายย่อย ซึ่งรวมเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศ อีก 25,000 ตำแหน่ง

Isuzu Pavilion
Isuzu ร่วมสนับสนุนแนวคิด “โลกสดใส ไทยยั่งยืน” เปิด Pavilion ในงาน BOI Fair 2011 ชู Concept “ปิกอัพสำหรับคนทั้งโลก” ตอกย้ำผู้นำแห่งปิกอัพประหยัดน้ำมัน นำนวัตกรรมความประหยัดน้ำมันแบบเหนือชั้นใน “Isuzu D-MAX รุ่นใหม่หมด” ร่วมสร้างสรรค์โลกสีเขียว ด้วยพลังขับเคลื่อนครั้งใหม่ของโลกดีเซล ซูเปอร์คอมมอนเรล เจเนอเรชั่น 3.5 ให้การเผาไหม้หมดจด รองรับมาตรฐาน Euro 5 ที่เข้มงวดที่สุดในโลก พร้อมเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ดุจรถไฟหัวกระสุนและเทคโนโลยีอากาศยานล้ำสมัย ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น เพื่อกำหนดเทรนด์ใหม่ในการลดปริมาณการใช้พลังงานอันมีค่าของโลก ที่ Isuzu Pavilion ในงาน BOI Fair 2011 ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี

Isuzu D-MAX รุ่นใหม่ ปิกอัพแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่ม Isuzu ทั่วโลก รวบรวมนวัตกรรมใหม่ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการของคนทั้งโลก โดยยึดพื้นฐานความต้องการของผู้ใช้รถชาวไทยเป็นหลักในการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อความประหยัดน้ำมันที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ Isuzu ในฐานะผู้นำด้านยนตรกรรมประหยัดน้ำมันมาตลอดระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษของการดำเนินธุรกิจ Isuzu ในประเทศไทย Isuzu Pavilion มาใน Concept “ปิกอัพสำหรับคนทั้งโลก” ในงาน BOI Fair 2011 ครั้งนี้ ค่าย Isuzu ภูมิใจนำเสนอนวัตกรรมความประหยัดน้ำมันแห่งยานยนต์ของโลกที่โดดเด่น ใน “Isuzu D-MAX รุ่นใหม่หมด” ที่นำไปสู่การกำหนดเทรนด์ใหม่ของนวัตกรรมยานยนต์ที่ลดปริมาณการใช้พลังงาน อันมีค่าของโลก เพื่อร่วมเป็นพลังในการสร้างความยั่งยืนต่อไปในอนาคตให้แก่โลกของเรา

สัมผัส Isuzu D-MAX รุ่นใหม่ ปิกอัพสำหรับคนทั้งโลก และความโดดเด่นด้านการดีไซน์ เทคโนโลยี ความแข็งแกร่ง ความสะดวกสบายขั้นสูงสุด และสีรถสวยที่สะท้อนความงดงามของธรรมชาติในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก พร้อมข้อมูลรายละเอียดที่ได้จากทีมงาน Isuzu พร้อมให้บริการด้วยรอยยิ้มจากใจ ที่ Isuzu Pavilion ในงาน BOI Fair 2011 บริเวณริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ได้ตั้งแต่วันนี้-20 มกราคม 2555.

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

BENTLEY CONTINENTAL GTC

January 11th, 2012

BENTLEY CONTINENTAL GTC

Bentley Continental GTC สปอร์ตจีทีเปิดประทุน เจเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวสู่สายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมยานยนต์ International Automobile Exhibition (IAA) ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ตเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา…

Bentley Continental GTC ตัวใหม่ล่าสุดได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นจีที คูเป้ ที่เปิดตัวไปแล้วเมื่อปีก่อน และถูกส่งเข้าสู่ตลาดอีกครั้งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจากรุ่นเดิมที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2006 ทีมงานผู้ออกแบบและวิศวกรจาก Bentley ได้พัฒนาทุกๆ ชิ้นส่วน โดยสร้างรถรุ่นเปิดประทุนคันนี้ให้มีความเพียบพร้อมมากที่สุด มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพของการขับและวัสดุที่ใช้ตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน ขณะที่ Continental GTC คือเครื่องหมายของความสง่างาม รถเปิดประทุนรุ่น Continental GTC คันใหม่ล่าสุดนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงเส้นสายที่มีความคมชัด เชื่อมโยงกับประสิทธิภาพ และพลังของเครื่องยนต์บล็อกโต พละกำลังจากเครื่องยนต์ V12 อัดเทอร์โบคู่ รวมถึงขั้นตอนการผลิตที่ใช้เทคนิคชั้นสูงที่ถูกนำมาใช้ ด้วยการสร้างอะลูมิเนียมให้กับปีกทางด้านหน้าของรถ จึงไม่สามารถมองเห็นรอยต่อของตะเข็บหรือรอยต่อของอะลูมิเนียม ให้ความรู้สึกของเส้นสายที่มีความต่อเนื่องและกลมกลืน ล้อมาตรฐานของเจ้า Continental GTC มีขนาด 20 นิ้ว หรือหากลูกค้าต้องการของที่ใหญ่กว่านั้น ก็ยังสามารถเลือกติดตั้งล้อขนาด 21 นิ้ว เป็นออปชั่นเสริม เพื่อเข้ามาเพิ่มความโหดและดุดัน รวมถึงสมรรถนะด้านการยึดเกาะ เพื่อเติมเต็มความเป็นรถสปอร์ตจีทีให้กับ Bentley Continental GTC ใหม่คันนี้ ซึ่งล้อ 21 นิ้ว มีให้เลือกถึง 3 แบบ 3 สไตล์

ภายในห้องโดยสารของรถยนต์หรูสี่ที่นั่งเปิดประทุนคันนี้ ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เสริมความหรูหราด้วยการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ด้วยงานฝีมืออันประณีต ชนิดของหนังจะเป็นหนังที่มีความนุ่มนวลเมื่อเจ้าของรถสัมผัส เนื้อไม้ที่ใช้ตกแต่งมีให้เลือกมากขึ้น ชิ้นส่วนต่างๆที่เป็นโลหะซึ่งนำมาใช้ในรถคันนี้ จะให้ความรู้สึกที่เย็นสบาย โดยเน้นโทนสีที่นุ่มนวล หนังแท้ที่ใช้ห่อหุ้มภายในมีให้เลือกถึง 17 สี พร้อมด้วยสีที่ผสมเพิ่มเติมอีก 6 สี สำหรับไม้วีเนียร์ มีให้เลือกติดตั้งถึง 7 ชนิด และทุกๆ ชิ้นส่วนของ Bentley Continental GTC ล้วนมาจากงานฝีมือของช่างฝีมือที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และพรสวรรค์ด้านการตัดเย็บและงานประกอบอันละเอียดอ่อน ห้องโดยสารของ Continental GTC ได้รับการปรับแต่งใหม่เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มความสุนทรีย์ให้กับผู้โดยสารตามรูปแบบรถเปิดประทุน หลังคาผ้าใบได้รับการปรับเปลี่ยนโดยใช้โครงหลังคาหลายชั้น รองรับกับกระจกแบบอะคูสติก (acoustic glass) แผงป้องกันตัวรถด้านล่างคือการปรับแต่งและเสริมวัสดุซับเสียงเพื่อขจัดเสียง รบกวน เบาะนั่งที่มีพนักพิงศีรษะแบบโอบกระชับ เป่าได้ทั้งลมร้อนและลมเย็น เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ลูกค้าสามารถเลือกลายไม้ที่จะใช้ตกแต่งภายในได้อย่างอิสระ รวมถึงหนังวัวที่ใช้ห่อหุ้มเบาะและแผงประตู ไม่ว่าจะเป็นแผงควบคุม เบาะนั่งปรับไฟฟ้าแบบนวดได้ ผิวสัมผัสของชิ้นงานที่เป็นอุปกรณ์ตกแต่งภายในห้องโดยสาร พวงมาลัยวงโตทรงสี่ก้าน และระบบเสียงจาก Naim คือความครบครันที่ Continental GTC มอบให้กับเจ้าของ

การใช้งานได้อย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวันนั้น คือสิ่งที่ Continental GTC สามารถมอบให้กับลูกค้าระดับ VIP ได้้เป็นอย่างดี ฟังก์ชั่นการทำงานและอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้องโดยสารของ Continental GTC ถูกออกแบบโดยคำนึงให้ผู้ขับสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น พื้นที่และที่พักขาทางด้านหลังมีความกว้างมากขึ้น พื้นที่เก็บของต่างๆ ได้รับการขยายเพิ่มเติม หน้าจอของระบบให้ความบันเทิง Information แบบระบบสัมผัส เข็มขัดนิรภัยพร้อมทำงานอย่างอัตโนมัติ บริษัท Bentley ได้สร้างสรรค์อุปกรณ์ใหม่ล่าสุดออกมาประดับให้กับรถคันนี้ นั่นคือ Neck Warmer เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสาร เมื่อ Bentley เลือกกลุ่มลูกค้าที่จะซื้อรถ Continental GTC ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนกระเป๋าหนักที่มีกำลังซื้อแบบไม่อั้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนรวยได้แทบทุกองค์ประกอบของตัวรถ

ขนาดของตัวรถและฐานล้อที่กว้างขึ้น ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง การหักเลี้ยวที่มั่นคง และช่วงล่างที่ได้รับการปรับเปลี่ยน ส่งผลให้รถคันนี้มีระบบขับเคลื่อนที่ดีเยี่ยม Bentley GTC คันนี้ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีการกระจายแรงบิดแบบใหม่นั่นคือ 40:60 (แรงบิดกระจายไปทางด้านหลังที่มากกว่ารุ่นก่อนนั้นคือการกระจายแรงบิดแบบ 50:50) ซึ่งส่งผลให้ลดการเหวี่ยงและการปัดระหว่างการเข้าโค้งและทำให้ผู้ขับขี่สามารถจัดการกับการสมดุลของรถได้มั่นคงยิ่งขึ้น น้ำหนักตัวที่เบาขึ้น 70 กิโลกรัม เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นที่แล้ว มีผลด้านอัตราเร่ง การประหยัดเชื้อเพลิงและประสิทธิภาพของการทรงตัว น้ำหนักตัว 2.5 ตัน และเครื่องยนต์ 12 กระบอกสูบรูปตัว V ที่มีเทอร์โบแฝดตัวเขื่องติดตั้งอยู่ ทำให้อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและการปล่อยมลภาวะยังคงห่างไกลจากคำว่า ประหยัดและสะอาดอยู่บ้าง

เครื่องยนต์มีขนาด 6 ลิตร twin-turbocharged W12 เป็นเครื่องแบบมาตรฐานที่มีให้เลือกเพียงแค่แบบเดียวเท่านั้น มันให้ความคล่องตัวที่เป็นเลิศ รวมไปถึงการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน ขุมพละกำลังสูงสุดถึง 567 แรงม้า/423 กิโลวัตต์ อีกทั้งคลื่นแรงบิดหรือ ‘Wave of torque’ ยังเพิ่มขึ้นถึง 50 นิวตันเมตร และมีแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 700 นิวตันเมตร หรือ 516 ปอนด์-ฟุต ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรใน 4.8 วินาที ในการนำพาตัวถังขนาดใหญ่ที่หนักถึงสองตันครึ่งให้วิ่งได้อย่างคล่องแคล่ว ว่องไว เกิดจากชุดอัดอากาศเทอร์โบคู่แบบแปรผัน ที่สามารถสร้างแรงบูสได้อย่างล้นเหลือ แทบจะทุกย่านรอบเครื่องยนต์ ระบบจุดระเบิดและหัวฉีดเชื้อเพลิงจะหยุดทำงานในเสี้ยววินาที เพื่อลดแรงบิดให้น้อยลงในระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ ทำให้กลไกของชุดเกียร์อัตโนมัติแบบคลัตช์คู่ สามารถจับคู่กับเฟืองเกียร์ได้เร็วขึ้น ส่งผลให้ช่วงเวลาในการเปลี่ยนเกียร์ลดลงมาก

GTC คือจักรกลที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษ และเน้นในเรื่องของการตอบสนองความต้องการและเติมเต็มความสุนทรีย์ทางอารมณ์ได้มากที่สุดในรุ่น Continental ทั้งหมด ช่วงล่างมีการตอบสนองต่อสภาพถนนหลากรูปแบบได้ดีขึ้นกว่ารุ่นที่แล้ว สามารถรองรับแรงกระแทกได้หลากหลายมากขึ้น ตัวรถมีความนิ่ง แม้จะวิ่งเต็มกำลังในย่านความเร็วสูง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อถ่ายเทแรงบิด 60% ไปยังล้อคู่หลังที่ความเร็วต่ำ มันจะส่งประสิทธิภาพของแรงบิดคล้ายกับรถขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจะเข้ามาแทรกแซงทันทีที่ล้อคู่หน้าไม่ตรง หรือกำลังเริ่มต้นสูญเสียการยึดเกาะ เบรกหน้าแบบ 8 พอต พร้อมด้วยจานเบรกใบโต ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการควบคุมตัวรถที่ความเร็วสูง และด้วยหลังคาเปิดประทุนนี้เอง ที่ทำให้ GTC กลายเป็นรถยนต์เปิดประทุนสายเลือด Bentley เหมือนตัวรถรุ่นคลาสสิกของค่าย Bentley ที่ผ่านๆ มาอย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยีชั้นนำต่างๆ ที่ได้นำมาใช้ในรถรุ่นนี้ ด้วยประสิทธิภาพและสมรรถนะของรถที่เต็มพิกัด รวมไปถึงการออกแบบที่ให้ความสง่างามและเด่นชัดอย่างเป็นเลิศของรถรุ่นนี้ ทำให้ Bentley มั่นใจว่าจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับยานยนต์แบบเปิดประทุนได้อย่างแน่นอน.

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

HONDA ตอกย้ำความผูกพันกับสังคมไทย ในงาน BOI FAIR 2011

January 10th, 2012

HONDA ตอกย้ำความผูกพันกับสังคมไทย

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร รองประธานอาวุโส บริษัท Honda Automobile Thailand Co. ltd 
กล่าวว่า “Honda รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานนิทรรศการ BOI Fair 2011 ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ Honda ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านเศรษฐกิจพอเพียง และการจัดการสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์ใช้ใน
การดำเนินธุรกิจ และกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อพัฒนาให้ Honda และสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆ กัน

Honda ได้แรงบันดาลใจจากน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เปรียบดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจประชาชนไทยทั่วประเทศ มาออกแบบ Pavilion โดยดีไซน์เป็นม่านน้ำตกขนาดใหญ่แห่งแรกและแห่งเดียวของไทย ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านดีไซน์แบบ eco ที่ใช้ม่านน้ำแทนผนังโครงสร้าง คำนึงถึงคุณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยน้ำจะช่วยกรองความร้อนที่เข้ามาใน Pavilion ขณะเดียวกันก็มีความโปร่ง ทำให้แสงสว่างส่องเข้ามาถึงภายใน จึงช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายใน Pavilion ได้ถึง 40% จากทิศทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคม หรือ “ Dreams for a Better Living” Honda Pavilion นำเสนอภายใต้แนวคิด Enjoy Honda ถ่ายทอดออกมาเป็นเมืองที่มีความทันสมัย แต่มีความเรียบง่าย บนพื้นที่ 2,000 ตร.ม. โดยจะจัดแสดงนิทรรศการ ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดังต่อไปนี้

-นิทรรศการ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประกอบด้วยแนวพระราชดำริด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ Honda ได้น้อมนำมาปฏิบัติจริงในการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนให้โรงเรียนและเยาวชนไทยได้นำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาด้าน น้ำ ขยะ พลังงาน ภายใต้โครงการ “โรงเรียนสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม 
เฉลิมพระเกียรติ” ที่ Honda ได้ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2542

-เทคโนโลยี ยานยนต์สีเขียว ทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเครื่องยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ที่จะขับเคลื่อนโลกอนาคตให้เต็มไปด้วยสีเขียวและอากาศบริสุทธิ์ อาทิ Honda Brio / Honda Jazz Hrbrid / Honda CRZ Hybrid รถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีดรุ่นต่างๆ รถจักรยานยนต์ Honda Goldwing และ Honda EV-NEO

-Concept ระบบบ้านที่สามารถผลิตพลังงานสะอาดใช้ได้เองอย่างอิสระ (Honda Smart Home System) ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมการใช้พลังงานภายในครัวเรือนแบบองค์รวม สามารถผลิตและจัดสรรการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้พลังงานภายในที่อยู่อาศัยและการใช้ยานพาหนะ นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตพลังงานได้จากประเภทเชื้อเพลิงที่หลากหลาย ช่วยให้มีพลังงานสำรองใช้ในยามฉุกเฉินหรือเกิดภัยพิบัติ

การออกแบบภายนอก Honda Pavilion
การออกแบบภายนอก Honda Pavilion มีไฮไลต์สำคัญคือ ม่านน้ำตกขนาดใหญ่ แห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย 
ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเปรียบดังน้ำทิพย์ชโลมใจให้ทุกคนที่เข้ามาภายใน Honda Pavilion ได้สัมผัสกับความร่มเย็นจากม่านน้ำ ด้วยนวัตกรรมด้านดีไซน์แบบ eco ที่ใช้ม่านน้ำแทนผนังโครงสร้าง คำนึงถึงคุณประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยใช้น้ำช่วยกรองความร้อนที่จะเข้ามาใน Pavilion แต่ในขณะเดียวกันก็มีความโปร่ง ทำให้แสงสว่างส่องเข้ามาถึงภายใน จึงช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าถึง 40%

Honda Brio
ยานยนต์ Eco Car ขนาดกะทัดรัด ซึ่งได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทย สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการรถยนต์ราคาประหยัด ด้วยรูปลักษณ์และสไตล์ของตัวรถที่สามารถตอบสนองต่อการใช้งานในเมืองใหญ่ สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E20 ได้ และมีอัตราการประหยัดน้ำมันถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตร เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 20 กรัม/กิโลเมตร ผ่านมาตรฐาน EURO-4

Honda Jazz Hybrid
นวัตกรรมยานยนต์ที่มอบความคุ้มค่าที่สุดสำหรับรถยนต์ Hybrid ของ Honda 
ครบทั้งความสวยงาม สมรรถนะและประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน ประโยชน์ใช้สอยสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง 30 กิโลเมตรต่อลิตร คายไอเสียต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีระบบ Eco Assist (Ecological Drive Assist System) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

CR-Z Hybrid
ยนตรกรรมไฮบริดแบบสปอร์ตของ Honda วางครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร i-VTEC และระบบมอเตอร์ไฟฟ้า Integrated Motor Assist (IMA) ซึ่งมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา มีอัตราการประหยัดน้ำมันสูงถึง 25 กม./ลิตร (รุ่นเกียร์ CVT) และ 22.5 กม./ลิตร (ในรุ่นเกียร์ธรรมดา) รูปลักษณ์แบบรถสปอร์ต 3 ประตู สวยงาม เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการขับเคลื่อน เพิ่มความสนุกในทุกการขับขี่ และช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในงาน Motor Expo 2011

Honda Gold Wing
รถจักรยานยนต์ ทัวร์ริ่ง ที่ได้รับการติดตั้งระบบถุงลมนิรภัยในรถจักรยานยนต์เป็นครั้งแรกของโลก จักรยานยนต์ Honda Gold Wing ปี 2012 อำนวยความสะดวกสบายในทุกการขับขี่ ใช้นวัตกรรมขั้นตอนการประกอบที่ทันสมัย และมีระบบรองรับหรือระบบกันสะเทือนโดดเด่นมากที่สุดในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ขนาด ใหญ่เครื่องยนต์เกิน 1,200 ซีซี รถจักรยานยนต์ Honda Gold Wing มีโครงสร้างตัวถังที่ดีที่สุดเท่าที่ Honda เคยผลิตมา ติดตั้งเครื่องยนต์ขนาด 1,800 ซีซี มีระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง 6 กระบอกสูบ และเกียร์ 5 สปีดที่เพิ่มอัตราเร่งเต็มขั้น ให้พลังการขับเคลื่อนสูงสุดในกลุ่มรถจักรยานยนต์แบบ Bigbike

Honda EV-Neo
รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์พลังงานไฟฟ้าได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ในธุรกิจเชิงพาณิชย์ เช่น การขนส่งสินค้า และบริการการจัดส่งของ และภายใต้ Concept ของการพัฒนา เงียบและสะอาด (quiet and clean) 
โดดเด่นด้วยสมรรถะด้านสิ่งแวดล้อมของเครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ให้ค่าไอเสียเป็นศูนย์ ขับขี่ง่ายและไม่มีเสียงดังรบกวน พร้อมระบบประหยัดพลังงานอัตโนมัติ ที่เครื่องยนต์จะดับเองขณะเปิดสวิตช์อยู่ หากผู้ขี่สตาร์ตรถทิ้งไว้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ENEPO EU9iGB
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบใช้แก๊ส ใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากแก๊สบิวเทนกระป๋อง สามารถเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าสำหรับกิจกรรมยามว่างนอกสถานที่ได้ และเป็นแหล่งพลังงานสำรอง เมื่อเกิดไฟตก เมื่อบรรจุแก๊สบิวเทน 2 กระป๋อง เครื่องสามารถทำงานติดต่อกันได้นานสูงสุดถึง 2.2 ชั่วโมง สามารถเปลี่ยนกระป๋องเชื้อเพลิงได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์กรองแก๊สก่อนส่งเข้าห้องเผาไหม้ จึงช่วยลดปัญหาเชื้อเพลิงอุดตันในท่อส่ง เครื่องจึงทำงานได้นานขึ้น และทนทานมากขึ้น ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เก็บเสียงมาตรฐาน และมีฝาครอบเครื่องที่ลดการเกิดเสียงรบกวน ENEPO เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 900 วัตต์ แบบ inverter ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างคงที่ มีประสิทธิภาพเทียบเท่าพลังงานไฟฟ้ามาตรฐานที่ใช้ภายในบ้าน สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ อาทิ เตาไฟฟ้า กาต้มน้ำ โคมไฟ คอมพิวเตอร์ ได้อย่างปลอดภัย

“จากวิสัยทัศน์ของ Honda ซึ่งต้องการเป็นบริษัทที่สังคมอยากให้ดำรงอยู่ Honda ได้ตั้งเป้าหมายที่จะลด
การปล่อย Co2 จากผลิตภัณฑ์ของ Honda ทั่วโลกลงอีก 30% ภายในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2543 Honda จะเดินหน้าวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความสนุกสนานและอิสระในการเคลื่อนที่ควบคู่ไปกับ
การสร้างสรรค์สังคมที่ยั่งยืนเพื่อให้ทุกๆ คนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดไป” นายพิทักษ์กล่าว “Honda ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยกว่า 47 ปี รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และซาบซึ้งในการสนับสนุนของคนไทย ทำให้ธุรกิจของ Honda เติบโตมาจนทุกวันนี้ เราขอยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเดินเคียงข้างและเติบโตไปพร้อมๆ กับสังคมไทย ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับ
ความยากลำบากขนาดไหน เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นที่คนไทยมีให้กับ Honda และผลิตภัณฑ์ของเราด้วยดีเสมอมา” นายพิทักษ์ กล่าวในตอนท้าย

เชิญสัมผัสยนตรกรรม และเทคโนโลยีเพื่อโลกและชีวิตที่ยั่งยืนใน Honda Pavilion ในงาน BOI Fair 2011 ริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 5 – 20 มกราคม 2555 พร้อมชมโชว์พิเศษ 
Dreams for a Better Living โดยมีกำหนดการแสดงทุกวัน ตั้งแต่เวลา 12.30 – 20.25 น. (รอบละ 25 นาที) หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ HYPERLINK http://www.hondaboi2011.com http://www.hondaboi2011.com

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

CHEVROLET โชว์เทคโนโลยีรถไฟฟ้าแห่งอนาคต พร้อมแสง สี เสียง 3 มิติ ในงานBOI FAIR 2011

January 10th, 2012

CHEVROLET โชว์เทคโนโลยีรถไฟฟ้าแห่งอนาคต

พบกับ Chevrolet Volt และ Chevrolet EN-V ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งความประหยัด ลดมลพิษ ต้อนรับผู้เข้าชมโดยคุณลุง Louis Chevrolet ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chevrolet ตื่นตาตื่นใจกับจอภาพยนตร์ขนาดยักษ์ แสง สี เสียง 3 มิติ เต็มรูปแบบ ครั้งแรกในเมืองไทย ในงาน BOI Fair 2011 บริเวณทะเลสาบ เมืองทองธานี…

Chevrolet ตอกย้ำผู้นำเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต นำ Chevrolet Volt และ EN-V สองยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคต จัดแสดงภายใน Chevrolet Pavilion ด้วยแนวคิด พลิกโลกอนาคตสู่การขับเคลื่อนรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Re-Inventing The Future For Green Mobility เต็มรูปแบบกับ แสง สี เสียง 3 มิติ ครั้งแรกในเมืองไทย พร้อมรับชมข้อมูลผ่านเออาร์ โค้ด (AR Code – Augmented Reality) สุดพิเศษกับการปรากฏตัวของคุณลุง Louis Chevrolet (หลุยส์ เชฟโรเลต) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chevrolet และน้อง Chevy ที่คอยให้การต้อนรับผู้เข้าชมทุกคนที่งาน BOI Fair 2011 ระหว่างวันที่ 5 – 20 มกราคมนี้

บริษัท Chevrolet Sales Thailand Co. ltd นำเสนอ Chevrolet Pavilion อาคารจัดแสดงเทคโนโลยีแห่งอนาคตบนพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด พลิกโลกอนาคตสู่การขับเคลื่อนรักษ์สิ่งแวดล้อม : Re-Inventing The Future For Green Mobility พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่อันน่าตื่นตาตื่นใจของการขับขี่ยานยนต์ที่มีความปลอดภัย ประหยัดพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในปี พ.ศ.2574 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า

มร.อัน โตนิโอ ซาร่า รองประธานฝ่ายขาย การตลาด และบริการหลังการขาย บริษัท Chevrolet Sales Thailand Co. ltd กล่าวว่า งาน BOI Fair 2011 (บีโอไอแฟร์ 2011) เป็นงานแสดงเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของประเทศไทย Chevrolet รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ และพร้อมนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่จะมอบความประทับใจ ความรู้ และความสนุกสนานให้แก่ผู้เข้าชมทุกคน สำหรับอาคารจัดแสดง Chevrolet Pavilion ในงาน BOI Fair 2011 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สถาปัตยกรรมภายนอกและการจัดแสดงเทคโนโลยีภายใน Pavilion สำหรับสถาปัตยกรรมภายนอกได้รับแรงบันดาลใจจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานอันยั่งยืน ใช้วัสดุแผ่นอะครีลิคที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ เรียกว่า ‘รีเฟลกชั่น มิลเรอร์’ (reflection mirror) จำนวนกว่า 25,000 ชิ้น ซึ่งในยามค่ำคืน รีเฟลกชั่น มิลเรอร์ จะบอกเล่าเทคโนโลยีของ Chevrolet ดึงดูดผู้เข้าชมงานด้วยความสว่างคมชัดสมจริง

ส่วนภายใน Chevrolet Pavilion แบ่งออกเป็น 4 ส่วน เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสวิสัยทัศน์ของ Chevrolet ได้อย่างใกล้ชิด เริ่มต้นจาก

1-การเดินทางของ Chevrolet
Chevrolet Pavilion จะพาผู้เข้าชมเดินทางย้อนอดีตตำนาน 100 ปี ของ Chevrolet ไม่เพียงแต่จะได้เห็นถึงวิวัฒนาการความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และความภาคภูมิใจของ Chevrolet ที่ผ่านมาตลอดหนึ่งศตวรรษ แต่ยังจะได้สัมผัสและใกล้ชิดกับยนตรกรรมคลาสสิกก้องโลก ไม่ว่าจะเป็น Chevrolet Classic Six รถคันแรกในประวัติศาสตร์ของ Chevrolet พบกับรถสปอร์ตมัสเซิลคาร์อย่าง Chevrolet Corvette และรถกระบะอเมริกันพันธุ์แกร่งอีกหลายรุ่น ที่จะนำเสนอผ่านเออาร์ โค้ด (AR Code – Augmented Reality) ด้วยรูปแบบใหม่ที่ทันสมัยและสนุกสนาน

2-การพบกันครั้งแรกของคุณลุง Louis Chevrolet และน้อง Chevy
ผู้เข้าชม Chevrolet Pavilion จะได้รับการต้อนรับโดยคุณลุง Louis Chevrolet จ้าวแห่งความเร็วที่ทั่วโลกรู้จักในฐานะสุดยอดแห่งตำนานนักแข่งรถ ผู้ก่อตั้งแบรนด์เชฟโรเลต กับการเดินทางย้อนอดีต ไปสู่ประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี ของ Chevrolet พร้อมก้าวทะลุไปยังโลกแห่งอนาคต เพื่อสัมผัสเทคโนโลยียานยนต์สุดล้ำกับน้อง Chevy เด็กชายวัย 12 ขวบ จากปี พ.ศ.2574 ที่จะแนะนำ Chevrolet Volt รถพลังงานไฟฟ้า และ EN-V ยานยนต์สองล้อพลังงานไฟฟ้าผ่านภาพยนตร์จอยักษ์ ตระการตาไปกับเทคโนโลยีโฮโลแกรม แสง สี เสียง 3 มิติ เต็มรูปแบบ (Full Scale 3D Hologram Technology) ครั้งแรกในเมืองไทย

3-โลกยานยนต์อัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับส่วนจัดแสดงจุดนี้ Chevrolet นำเสนอ Chevrolet Volt ยานยนต์เทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้า ที่สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 570 กิโลเมตร ด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1.4 ลิตร ที่ทำหน้าที่ป้อนกำลังไฟ ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องวิตกกังวลต่อระยะทางขับเคลื่อนที่มักเป็นข้อจำกัดในรถพลังงานไฟฟ้าอีกต่อไป

นอกจากดีไซน์ภายนอกที่โฉบเฉี่ยวสวยงามแล้ว Volt ยังมีสมรรถนะการขับขี่อันน่าประทับใจด้วยแรงบิด สูงสุด 370 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 9 วินาที ปัจจุบัน Volt ได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกา และจะออกจำหน่ายในประเทศจีนในช่วงต้นปีหน้า

นอกจากนี้ Chevrolet ยังจัดแสดง EN-V ยานยนต์สองล้อพลังงานไฟฟ้าที่มีการติดตั้งระบบขับขี่แบบอัจฉริยะ เป็นการพัฒนาขึ้นจากการผสมผสานร่วมกันระหว่างระบบโครงข่าย ระบบพลังงานไฟฟ้า และระบบการสื่อสารที่รถยนต์แต่ละคันจะสามารถติดต่อระหว่างกันได้หากวิ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน โดยลักษณะการขับขี่นี้จะส่งผลให้ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสได้ถึงความแปลกใหม่ ความสนุกสนาน และความเป็นอิสระตลอดการเดินทาง เพื่อลดปัญหาการจราจรที่คับคั่ง ปัญหาที่จอดรถ ปัญหาคุณภาพอากาศและลดอุบัติเหตุ

Chevrolet กับประเทศไทย
ส่วนจัดแสดงจุดสุดท้าย จะได้พบกับกิจกรรมเพื่อสังคมของ Chevrolet ที่มุ่งมั่นทำมาตลอดกว่า 10 ปี จากการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อันเป็นการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของพนักงานภายในองค์กร คู่ค้า พันธมิตรทางธุรกิจ ครอบคลุมไปถึงชุมชนไทยให้ดีขึ้นในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม การศึกษา หรือแม้กระทั่งการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูจากภัยพิบัติต่างๆ และปิดท้ายด้วยการเลือกซื้อสินค้าและของที่ระลึกเพื่อเก็บความประทับใจจากการเดินทางสู่โลกอนาคตในครั้งนี้อีกด้วย

ก้าวสู่ศตวรรษใหม่ไปกับ Chevrolet Pavilion ในงาน BOI Fair 2011 โซนริมทะเลสาบ ใกล้ประตูทางเข้าออก หมายเลข 4 เมืองทองธานี ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 มกราคม 2555.

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

TOYOTA PAVILION จัดแสดงเทคโนโลยีอนาคตในงาน BOI FAIR 2011

January 7th, 2012

TOYOTA PAVILION จัดแสดงเทคโนโลยีอนาคตในงาน BOI FAIR 2011

มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท Toyota Motor Thailand Co.ltd แถลงแนะนำ Toyota Pavilion ในงาน BOI Fair 2011 เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2555 บริเวณริมทะเลสาบเมืองทองธานี…

บริษัท Toyota Motor Thailand Co.ltd เข้าร่วมจัดแสดงในงาน BOI Fair เป็นครั้งที่ 3 โดยในครั้งนี้จัดแสดงบนพื้นที่ขนาด 2,000 ตารางเมตร ริมทะเลสาบเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 5 – 20 มกราคม 2555 ภายใต้แนวคิด “Toyota Leads The Way Towards Better Sustainable Mobility Society” เพื่อต้องการสื่อถึงการสร้างสมดุลระหว่างมนุษย์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมอย่างกลมกลืน และก่อให้เกิดสังคมแห่งความยั่งยืน ที่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับความล้ำสมัย เริ่มจากรูปลักษณ์ภายนอกของ Pavilion ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและความทันสมัยเข้าไว้ด้วยกัน ให้ความรู้สึกที่กลมกลืนของเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่อยู่เคียงคู่กัน สะท้อนถึงความทันสมัยควบคู่ไปกับการอนุรักษ์พลังงานด้วยผนังลายฉลุรอบอาคาร เพื่อปกป้องความร้อนจากแสงอาทิตย์ พร้อมกระจกม่านน้ำขนาดใหญ่ด้านหน้าอาคาร ที่มีคุณสมบัติทั้งสามารถช่วยลดปริมาณความร้อนและลดการใช้พลังงาน พร้อมพื้นที่เพื่อการพักผ่อนด้วยสวนสีเขียว เพิ่มความร่มรื่นท่ามกลางนวัตกรรมอันทันสมัยใน Toyota Pavilion ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมชม Toyota Pavilion จะได้พบกับเรื่องราวจากปัจจุบันสู่อนาคต กับเทคโนโลยีของ Toyota โดยแบ่งออกเป็น 3 โซน คือ

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

โซนที่ 1
การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขกับโตโยต้า (Happy Living With Toyota) จัดแสดงการมีส่วนร่วมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในโครงการ “ถนนสีขาว” ซึ่งผู้เข้าชมทุกท่านจะได้พบกับ

ด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน

1. โรงงานแห่งความยั่งยืน แสดงให้เห็นถึงกระบวนการผลิตที่ลดการก่อ และปล่อยของเสียสู่สิ่งแวดล้อม

2. Stop Global Warming ความร่วมมือระหว่าง Toyota กับเครือข่ายลดโลกร้อนที่มีอยู่ใน 77 จังหวัด ทั่วประเทศ ในการจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างจิตสำนึกเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตเพื่อการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน

3. โรงสีข้าวรัชมงคล การดำเนินการตามรอยพระยุคลบาท ในการรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ในราคายุติธรรม และจำหน่ายข้าวสารในราคาที่เหมาะสม โดยมิได้หวังผลกำไรจากการดำเนินงาน

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />


ด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

1. White Road Society App. ฟรีดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ที่ให้ความสนุกพร้อมสร้างจิตสำนึกของการขับขี่อย่างปลอดภัย

2. i – table Road Safety สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับกฎจราจร ผ่านจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่

3. Toyota CSR Facebook สังคมออนไลน์ของการทำความดีเพื่อสังคม และที่พิเศษเฉพาะงานนี้ คือ CSR Service Corner ที่มาให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการซ่อม และดูแลรักษารถยนต์ที่ประสบภัยน้ำท่วม

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

โซนที่ 2 ก้าวไปกับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยกับ Toyota (Advanced Technology With Toyota)

Toyota มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากรถยนต์ที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Toyota ได้พัฒนาหุ่นยนต์ Partner Robot เพื่อให้เป็นผู้ช่วยของมนุษย์ ที่มีทั้งความฉลาดและอ่อนโยน โดยได้นำวิทยาการของอุตสาหรรมหุ่นยนต์มาผสานกับสุดยอดเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมไอที โดยแบ่งแนวทางการพัฒนาออกเป็น 4 ด้าน ด้านการแพทย์ (Medical and Welfare support) ด้านการเดินทาง (Mobility support) ด้านงานบ้าน (Housework support) และด้านโรงงาน (Manufacture support) เพื่อเน้นพัฒนาความสามารถเฉพาะทางให้ดีที่สุด

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

Partner Robot
หุ่นยนต์ผู้ช่วยที่มีความคล่องแคล่ว อบอุ่น และมีทักษะในการใช้อุปกรณ์ต่างๆได้หลากหลาย โดยจะมาแสดงความสามารถในการเล่นไวโอลิน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ต้องใช้ทักษะอย่างสูงในการควบคุมการเคลื่อนไหวของนิ้วมือซ้ายเพื่อจับคอร์ด รวมถึงส่วนของข้อมือขวา ที่ควบคุมน้ำหนักการสีคันชักได้ละเอียด เปรียบเสมือนเล่นโดยมนุษย์ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ Partner Robot ที่ใกล้เคียงกับมนุษย์มาก ขนาด (สูง X กว้าง X ยาว) 1,522 มม. X 761 มม. X ยาว 497 มม. น้ำหนัก 56 กิโลกรัม

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

Whee
สุดยอดยานพาหนะส่วนบุคคลแบบพกพา ใช้พลังงานไฟฟ้า มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีน้ำหนักเบา ออกแบบตามสัดส่วนร่างกายมนุษย์ ควบคุมการขับขี่โดยการยืนและถ่ายเทน้ำหนัก ใช้งานง่าย และสามารถพับเก็บให้มีขนาดเท่ากับกระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก สะดวกต่อการพกพาขึ้นรถโดยสารสาธารณะ มีทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

alt="" class="detail-image" />

รุ่น S ควบคุมการทำงานโดยอาศัยการเคลื่อนไหวจากจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย ทำให้สองมือเคลื่อนไหวอย่างอิสระ

alt="" class="detail-image" />

รุ่น M ควบคุมการทำงานด้วยศูนย์ถ่วงร่างกายและหัวเข่า

alt="" class="detail-image" />

รุ่น L มีด้ามจับยาวในการควบคุมการทำงาน สามารถขับขี่ได้อย่างง่ายดาย

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

3. Prius C
รถต้นแบบของรถยนต์ไฮบริดขนาดกะทัดรัด ที่พัฒนาขึ้นเพื่อการส่งต่อความสุขของการเป็นเจ้าของรถยนต์ Hybrid ให้ผู้คนจำนวนมากได้สัมผัสประสิทธิภาพอันโดดเด่นด้านประหยัดพลังงาน ความสะดวกสบายในการใช้งาน และความสนุกสนานในยนตรกรรมแห่งอนาคตของ Toyota ในโมเดล Concept Car-Prius C

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

โซนที่ 3 การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ยั่งยืนในอนาคตกับ Toyota (Sustainable Future Living With Toyota) สัมผัสรูปแบบการใช้ชีวิตและการเชื่อมต่อของเทคโนโลยีในโลกอนาคต ที่มีระบบการจัดสรรการใช้พลังงานสำหรับการดำเนินชีวิต เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าจากการใช้พลังงานมากที่สุด

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

1. Smart Grid ระบบโครงข่ายพลังงานอัจฉริยะ ที่จัดสรรการนำพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากแสงอาทิตย์และลม มาใช้รวมกับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้า โดยเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลาของวัน เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ซึ่งเป็นการนำพลังงานมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อภาพรวมของประเทศ

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

2. Prius Plug – in รถยนต์ Hybrid ที่สามารถเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จไฟฟ้าได้ มาพร้อมกับระบบแบตเตอรี่ Hybrid ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้รถสามารถวิ่งได้ระยะทางมากขึ้น ในโหมดที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว (EV mode) นอกจากนี้ยังสามารถตั้งเวลาในการชาร์จไฟ เพื่อที่จะชาร์จไฟในช่วงเวลาที่มีค่าการใช้ไฟฟ้าต่ำ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้าของประเทศ

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

alt="" class="detail-image" />

3.3 D Theatre จำลองบรรยากาศของโลกอนาคตแบบ 3 มิติ ให้ความรู้สึกเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในโลกอนาคตที่มีการนำระบบ Smart Grid มาใช้ร่วมกับรถยนต์ Prius Plug-in และระบบ Toyota Smart G Book (โตโยต้า สมาร์ท จีบุ๊ค) ที่ใช้เทคโนโลยี เทเลเมทิกส์ในการสื่อสารและรับส่งข้อมูลต่างๆ อาทิ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การค้นหาสถานที่ต่างๆ หรือสภาพการจราจร โดยสามารถควบคุมได้อย่างสะดวกสบายผ่านสมาร์ทโฟน ทั้งนี้เพื่อแสดงถึงการจัดสรรการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เชิญพบกับ…นวัตกรรมสุดล้ำแห่งยุคที่ Toyota Pavilion ในงาน BOI Fair 2011 ตั้งแต่วันที่ 5 – 20 มกราคม 2555 บริเวณริมทะเลสาบ เมืองทองธานี.

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

ทดลองขับ NISSAN ALMERA (ตอนที่ 2)

January 6th, 2012

NISSAN ALMERA

ตอนที่สองกับการขับขี่ทดสอบระยะทางไป-กลับ กรุงเทพฯ ปราณบุรีกว่า 600 กิโลเมตร ในตัวรถ Eco Car รุ่นล่าสุด Nissan All New Almera เพื่อค้นหาประสิทธิภาพ และสมรรถนะในการวิ่งทางไกลหลากรูปแบบ…

22 ธันวาคม 54 ขณะที่หลายๆ คนเริ่มหยุดพักผ่อนในช่วงคริสต์มาสกันแล้ว ผมกลับกำลังควบเจ้ารถทดสอบรุ่นใหม่ล่าสุดในวงการ Eco Car ของ Nissan มุ่งหน้าจากกรุงเทพฯ ลงใต้สู่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากตอบรับคำเชิญจากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของค่ายนี้ ที่ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาหลายต่อหลายครั้ง เนื่องจากผลกระทบครั้งใหญ่จากมหาอุทกภัยในเขตภาคกลาง การทดสอบรถ Eco Car All New Almera ถูกจัดขึ้นเป็นรอบสุดท้ายสำหรับสื่อมวลชน ซึ่งในรอบปิดท้ายนี้ ผมต้องร่วมคณะไปกับคอลัมนิสต์ไลฟ์สไตล์ของนิตยสารชั้นนำในเมืองไทย จากปัญหาติดการไปทำข่าวงาน Tokyo Motor Show 2011 เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม จึงไม่สามารถไปร่วมกับเพื่อนๆ สื่อมวลชนสายยานยนต์ อย่างที่เคยประพฤติมาตลอดระยะเวลาของการขับขี่ทดสอบรถยนต์

เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของ Nissan Motor Thailand Co.,ltd. จัดเส้นทางทดสอบในวันแรก โดยออกสตาร์ตที่โรงแรมแห่งหนึ่งในซอยมหาดเล็กหลวง 3 ขึ้นทางยกระดับที่แยกบ่อนไก่ ลงที่เส้นพระรามสองแล้วมุ่งหน้าสู่แยกวังมะนาว บนทางหลวงหมายเลข 35 (สายธนบุรี-ปากท่อ) ผ่านสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และอำเภอปากท่อ แล้วแยกเข้าทางหลวงหมายเลข 4 ไปจังหวัดเพชรบุรี รวมระยะทางประมาณ 123 กิโลเมตร แล้วขับไปตามทางหลวงจังหวัดสู่เพชรบุรี เลี้ยวซ้ายใกล้เขาย้อยเแวะทานก๋วยเตี๋ยวต้มยำรสเด็ด เสร็จแล้วออกเดินทางมุ่งหน้าไปแยกท่ายาง เลี้ยวขวาที่อำเภอท่ายางเพื่อมุ่งหน้าสู่อ่างเก็บน้ำห้วยโป่งทะลุ แล้วตัดเข้าเส้นบายพาสอ้อมกลับมายังอำเภอหัวหิน ทางทดสอบในวันแรกเป็นเส้นทางหลากหลายรูปแบบ ทั้งวิ่งในเมือง หรือวิ่งบนถนนไฮเวย์ กับสภาพเส้นทางคดเคี้ยวไปมา ขึ้นลงเขาบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยโป่งทะลุในเขตจังหวัดเพชรบุรี เพื่อค้นหาสมรรถนะ และประสิทธิภาพในการวิ่งใช้งานของ All New Nissan Almera รถ Eco Car รุ่นล่าสุด ที่กำลังร้อนแรงมากในตลาดรถราคาประหยัดของเมืองไทยอยู่ในเวลานี้

ผมจับคู่กับคุณเอจากนิตยสาร volume ในขบวนรถทดสอบ All New Almera ทั้งหมด 8 คัน โดยผมรับหน้าที่ควบเจ้า All New Almera VL AT รุ่นท็อปสุด และเริ่มขับตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ โดยให้คุณเอนั่งเป็นผู้โดยสารไปก่อนในช่วงแรก การขับทดสอบในกลุ่มไลฟ์สไตล์มักขับกันแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ เกาะไปกันเป็นขบวนด้วยความเร็วเดินทางที่ไม่สูงมากนัก ประมาณ 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นย่านความเร็วปกติของมนุษย์ทั่วไป ที่ใช้ขับขี่เดินทางไกลบนตัวรถขนาดเล็ก แตกต่างจากการขับทดสอบกับสื่อมวลชนสายยานยนต์แท้ๆ ที่ว่ากันชนิดสุดฤทธิ์ สุดเดชกันเลยทีเดียวไม่ว่าตัวรถทดสอบจะเป็นแบบใด การขับทดสอบรถยนต์ประหยัดพลังงานแบบ Eco Car ของค่าย Nissan ในครั้งนี้ จึงเป็นการขับขี่ที่ผ่อนคลาย ในรูปแบบของการท่องเที่ยวเดินทางเป็นหลัก ไม่เน้นการทำความเร็วโดยไม่จำเป็น และค่อนข้างเน้นหนักเป็นพิเศษ ในเรื่องของความปลอดภัย และกฎจราจร การขับขี่ทดสอบ Nissan Almera ในครั้งนี้ จึงเหมือนกับการขับรถพาครอบครัวเดินทางไกลออกไปท่องเที่ยว มากกว่าจะซิ่งกันทุกโค้งอย่างที่เคยกระทำเมื่อมีโอกาส ยามได้ออกไปพบปะกับเพื่อนสื่อมวลชนสายยานยนต์แท้ๆ ที่มักอุดมไปด้วยพวกสุดยอดฝีมือ

ตำแหน่งของการนั่งขับที่สูงโด่งของ Almera ช่วยทำให้คนที่มีรูปร่างเล็กขับได้อย่างสะดวกสบาย มุมมองที่เปิดโล่งรอบตัวเกิดจากการออกแบบท่านั่งขับใหม่ทั้งหมด โดยเน้นไปที่ความสูงของตัวเบาะ และหลังคาที่มีมากกว่า Nissan March แม้ผมจะพยายามปรับเบาะให้เตี้ยมากที่สุดแล้ว ตำแหน่งท่านั่งของคนตัวสูงประมาณ 175 เซนติเมตร ก็ยังคงสูงโด่ง ทำให้รู้สึกแปลกไปบ้าง หลังจากเคยนั่งขับในท่านั่งที่เตี้ยติดดิน กระจกรอบตัวที่ไม่ได้ติดฟิล์มกันแดด ทำให้ผมเห็นได้อย่างชัดเจน เพิ่มความปลอดภัยยามต้องเปลี่ยนเลนกะทันหัน จุดที่วางอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ปุ่มควบคุมอุณหภูมิ ชุดเครื่องเสียงดิจิตอลแบบ 2 DIN รวมถึงตำแหน่งของการวางซุ้มเกียร์ พวกมันทั้งหมดถูกออกแบบให้ง่ายต่อการเอื้อมมือไปใช้งาน ช่องวางแก้วน้ำยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายยามขับขี่เดินทางไกล มันคือความจำเป็นที่คุณต้องพกพาเครื่องดื่มไปด้วย และ Nissan Almera ก็มีช่องวางแก้วน้ำมาให้เพียบ มาตรวัดวางตัวอยู่ในระดับของสายตา ดีไซน์มาเพื่อให้อ่านค่าได้ง่ายดายที่สุดแล้ว พวงมาลัยแบบสามก้านของมันปรับขึ้น-ลงได้ แต่ปรับระยะใกล้-ไกลไม่ได้ ท่านั่งที่สามารถปรับเบาะได้กว้างมากจะเข้ามาช่วยในเรื่องนี้แทน

ก่อนถึงแยกวังมะนาว การจราจรบนถนนธนบุรี-ปากท่อ เริ่มลื่นไหลคล่องตัวจนขบวนสามารถใช้ความเร็วในระดับ 120-130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ความเร็วเดินทางย่านนั้น การทรงตัวของ Nissan Almera ยังมั่นคงดี ต่อเมื่อผมลองยึดระยะความห่างของขบวนจากรถคันหน้า แล้วกดคันเร่งไปที่ระดับ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พวงมาลัยและช่วงล่างเกิดอาการโหวงๆ เบาๆ เป็นเพราะยางขอบ 15 ที่มีหน้ากว้างแค่ 185 กับผิวถนนที่เป็นลอนคลื่นในบางช่วง ที่ความเร็วสูงเกิน 150-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้า Almera จึงออกอาการเบาโหวงอยู่บ้าง แต่ยังไม่สร้างปัญหาในการควบคุมพวงมาลัยมากนัก หากได้ล้อขอบ 16 บวกยางหน้ากว้างสัก 205 ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัทของเจ้า New Almera น่าจะเกาะยึดกับผิวทางได้ดีกว่านี้มาก ซึ่งเหมาะมากกับเจ้าของ Almera คันใหม่ที่ชอบใช้ความเร็วยามขับเดินทาง ยางไซส์ 205/50/R16 ดูจะเหมาะเจาะกับเจ้านี่อย่างที่สุดแล้วสำหรับพวกเท้าหนัก ส่วนยางติดรถ เจ้าของจะได้ความประหยัดเป็นของแถม เนื่องจากยางที่ติดมาให้จากโรงงาน เป็นยางที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงต้าน ที่ช่วยเพิ่มเติมสมรรถนะในการประหยัดเชื้อเพลิง เมื่อคุณเปลี่ยนยางของเจ้า New Almera โดยเพิ่มขนาดหน้ายางให้กว้างขึ้น แรงต้านจากยางหน้ากว้าง จะทำให้ตัวเลขการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเปลี่ยนไป

ระบบ ส่งกำลังแบบ XTronic CVT เนียนใช้ได้ ให้ความต่อเนื่องในย่านของแรงบิดได้ดี ตั้งแต่รอบต่ำไปจนถึงรอบกลางๆ ของเครื่องยนต์ ทำให้การออกตัวจากสัญญาณไฟไม่ต้องใช้เวลาไต่หาอัตราเร่งกันมากนัก น้ำหนักตัวที่เบาเพียง 1,026 กิโลกรัม ในรุ่นเกียร์ออโต้ ส่วนรุ่นเกียร์ธรรมดา มีน้ำหนักตัวแค่ 900 กว่ากิโลกรัม ถึงแม้จะใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเพียงสามกระบอกสูบ แต่ตีนต้นของ Almera ไม่มีอืด มันไปตามแรงของเท้าที่ส่งไปยังคันเร่งไฟฟ้าชนิดฉับพลัน คันเร่งออกอาการค่อนข้างเบามาก มันอาจไม่มีแรงดึงมากพอที่จะทำให้รู้สึก แต่ความเร็วของตัวรถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและลื่นไหล จากการทำงานของเกียร์และน้ำหนักตัวที่เบามากของมัน ลักษณะการออกแบบระบบส่งกำลัง โดยเน้นให้ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ขนาดเล็กได้อย่างลงตัว คืองานวิศวกรรมที่ดีของเหล่าบรรดาวิศวกรและนักออกแบบของ Nissan ที่ต้องทำงานประสานกันไปตลอดตั้งแต่ขั้นตอนของการพัฒนา ทดสอบ และสำเร็จจนส่งเข้าไลน์การผลิต นี่คือรถ Eco Car ราคาถูกที่ขับได้ดีคันหนึ่งในตลาดรถยนต์ของประเทศไทย มันเหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ที่ทุกอย่างต้องสมเหตุสมผล แม้กระทั่งประสิทธิภาพกับราคาที่ต้องลงตัวกันเป็นอย่างดี และมีรถไม่มากนักที่ทำได้แบบนี้

ระบบ Idling Stop ที่เพิ่มเข้ามาให้มีลักษณะการทำงานที่ช่วยให้เครื่องยนต์ กินเชื้อเพลิงได้น้อยลงไปอีกระดับ มันจะตัดการทำงานของเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น ในขณะจอดเดินเบาบนทางราบ การทำงานของชุด Idling Stop จะแยกจากกันกับชุดปรับอากาศดิจิตอลโดยสิ้นเชิง เซนเซอร์ของระบบ Idling Stop จะทำงานตลอดเวลา แม้ผู้ขับจะเปิดระบบปรับอากาศหรือสวิตช์ AC/ON หากต้องการปิดระบบทิ้ง ผู้ขับขี่ต้องปิดสวิตช์ยกเลิกการทำงานของ Idling Stop ระบบจะทำการรีเซต และจะกลับมาทำงานทุกครั้งที่สตาร์ตเครื่องยนต์ ในกรณีที่ผู้ขับปิดระบบ Idling Stop มันจะไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับสวิตช์ AC/ON รวมถึงการเปิดสวิตช์ไล่ฝ้า ระบบ Idling Stop ก็ยังคงทำงาน ชุดเซนเซอร์ดังกล่าวถูกออกแบบมาให้ทำงานอย่างรวดเร็วภายใน 2-5 วินาที ขึ้นอยู่กับการไหลของกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ เครื่องยนต์จะทำงานทันทีที่ระบบ Idling Stop สั่งการให้เครื่องยนต์ดับประมาณ 175 วินาที และเครื่องยนต์จะสตาร์ตตัวเองอีกครั้ง หลังจากผู้ขับขี่ยกเท้าออกจากแป้นเบรกประมาณ 5 วินาที ส่วนการหยุดทำงานโดยอัตโนมัติของชุด Idling Stop ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขดังต่อไปนี้

-พื้นผิวถนนมีความลาดเอียง 3% หรือประมาณ 1.7 องศา
-อุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นไม่อยู่ในช่วงอุณหภูมิประมาณ 45-110 องศาเซลเซียส
-น้ำมันเกียร์ ไม่อยู่ในอุณหภูมิ 20-110 องศาเซลเซียส
-ก่อนที่จะใช้งานระบบ Idling Stop ต้องขับขี่ให้มีความเร็วมากกว่า 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้เวลาประมาณ 2 นาที
-ความเร็วของตัวรถต้องไม่ต่ำกว่า 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
-Idling Stop จะหยุดทำงานทันทีที่เปิดฝากระโปรงเครื่องยนต์
-อุณหภูมิของน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ต้องไม่ต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียส
-อุณหภูมิอากาศ (เซนเซอร์ตรวจวัดอากาศ) ต้องมากกว่า 205 องศาเซลเซียส
-ไม่มีเซนเซอร์วัดแรงกดอากาศ กรณีที่ใช้รถในระดับความสูงเหนือน้ำทะเลมากกว่า 2,000 เมตร

หลังจากวิ่งวกไปวนมาบนทางลาดยางแคบๆ แบบสองเลนสวน รถทดสอบทั้ง 8 คันรวมถึงรถของเจ้าหน้าที่ Nissan มาถึงยังสันอ่างเก็บน้ำเอาในช่วงบ่ายสองโมงเศษ วิทยุคลื่นสั้นที่ทีมเจ้าหน้าที่ของ Nissan ใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างรถแต่ละคัน ช่วยทำให้ขบวนสามารถขับเกาะกลุ่มกันได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ของ Nissan ทุกท่านที่คอยอำนวยความสะดวกในการเคลียร์เส้นทางตลอดทั้งไปและกลับ หลังจากจอดแวะถ่ายรูป ดื่มน้ำ และพูดคุยถึงการขับทดสอบในตอนเช้าบริเวณอ่างเก็บน้ำแล้ว ขบวนรถทดสอบ Nissan All New Almera ก็ออกเดินทางต่อ โดยใช้เส้นบายพาสเพื่อมุ่งหน้าสู่โรงแรมที่พักในอำเภอหัวหิน เส้นทางช่วงนี้ผมย้ายก้นไปนั่งที่เบาะหลังโดยคุณเอจากนิตยสาร volume เข้ามารับหน้าที่ขับต่อจนถึงโรงแรม หลังจากนั่งชิลๆ มาจากกรุงเทพมหานคร ทางในช่วงนี้อุดมไปด้วยสารพัดโค้งและทางขึ้น-ลงเขาวกไปวนมา เนื่องจากเป็นกลุ่มนักข่าวแนวไลฟ์สไตล์ การทำความเร็วจึงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างช้าและเน้นหนักในเรื่องความปลอดภัย ทำให้การนั่งเก็บภาพอยู่เบาะหลังเต็มเปี่ยมไปด้วยความสบาย จากขนาดความกว้างของห้องโดยสารที่แทบจะไม่แตกต่างจาก Sunny Neo เลยแม้แต่น้อยทั้งๆ ที่มันคือ Eco Car ตำแหน่งใจกลางเบาะหลัง ยังสามารถดึงพนักเท้าแขนที่แถมช่องวางแก้วมาให้อีกด้วย ช่างเอาอกเอาใจกันเสียจริง

ระบบเสียงดิจิตอลจาก ชุดเครื่องเสียง CD / MP3 / AM / FM ให้เสียงในระดับปานกลาง มันใช้งานได้สะดวกจากขนาดหน้าจอที่ใหญ่โตแบบ 2DIN เล่นแผ่น MP3 หรือจะเสียบช่อง AUX เพื่อต่อเชื่อมอุปกรณ์เล่นเพลงแบบพกพาก็ยังได้ ระบบปรับอากาศให้ความเย็นสมกับเป็นรถญี่ปุ่น มันเย็นอย่างรวดเร็วแม้อุณหภูมิภายนอกจะสูงถึง 33 องศา เมื่อเข้ามาภายในห้องโดยสารแล้วเปิดระบบปรับอากาศเพียงครู่เดียว ก็จะเย็นฉ่ำไปทั่วทั้งคันแล้ว เบาะหลังนั่งได้สบายแต่ค่อนข้างจมไปสักนิด อาจทำให้ง่วงนอนโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว ขบวนรถทดสอบ Nissan All New Almera มาถึงยังโรงแรมที่พักในอำเภอหัวหินเอาเมื่อเวลาประมาณ 4 โมงเย็น ผมไม่รู้สึกเมื่อยล้าเหมือนตอนที่ขับรถทดสอบกับเพื่อนสื่อมวลชนสายยานยนต์ เนื่องจากไม่ต้องขับเร็วขับไล่จี้ใครในทริปนี้นั่นเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น รถทดสอบ Nissan All New Almera ออกเดินทางจากหัวหินมุ่งหน้าไปยังปากน้ำปราณบุรี ผมเข้ามารับหน้าที่ขับขี่โดยให้คุณเอเป็นผู้โดยสารเหมือนเดิม ใช้เวลาแค่เพียงครึ่งชั่วโมงเศษก็มาถึงยังศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี บริเวณใกล้อำเภอหัวหินห่างออกไปราว กิโลเมตร เป็นที่ตั้งของ “โครงการพัฒนาปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผืนป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองเก่า-คลองคอย 1,984 ไร่ ห้อมล้อมด้วยป่าชายเลน ป่าบกภูเขา ที่ดินริมหาดติดทะเล รวมถึงพื้นที่รกร้างว่างเปล่า พัฒนาเป็นป่าอเนกประสงค์ต่อการผลิตไม้ ป้องกันลมพายุ แหล่งพักผ่อนหย่อนใจ แหล่งเพาะพันธุ์และเลี้ยงสัตว์น้ำ กลายเป็นบ้านหลังใหญ่ของสัตว์ทะเล ใช้เป็นที่หลบภัยจวบจนถึงทุกวันนี้

เนื่องจาก ปี 2517 กรมป่าไม้ได้ดำเนินการจัดทำโครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี ตามพระราชประสงค์ ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในคราวสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีความสนพระราชหฤทัย สนับสนุนการปลูกพันธุ์ไม้บริเวณปากน้ำปราณบุรี กรมป่าไม้จึงได้จัดตั้งเป็นโครงการพิเศษ เพื่อดูแลชีวิตพืชและสัตว์อนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นต่อไปได้ใช้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ต่อมาปี 2527 จึงได้จัดตั้งเป็นวนอุทยานขึ้น ควบคู่กับการรักษาสภาพป่าชายเลน ทิวทัศน์ธรรมชาติ หาดทรายอันงดงาม ยังประโยชน์แก่การท่องเที่ยวและเป็นสถานที่พักผ่อน สำหรับครอบครัวและบุคคลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้และอนุรักษ์ธรรมชาติ

ระยะ เริ่มต้นในปี 2517 กรมป่าไม้เข้าไปบุกเบิกปลูกป่า และจัดทำพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นวนอุทยานขนาด 400 ไร่ ต่อมาในปี พศ 2539 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร เนื่องจากมีผู้บุกรุกทำนากุ้งและต้องวัดหลักเขตอย่างถูกต้อง ทรงรับสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดขอพื้นที่นากุ้งคืน โดยทางกรมป่าไม้กับ ปตท.เข้าไปร่วมปลูกป่าขึ้นมาใหม่ 1 ล้านไร่ ขณะนี้สภาพผืนป่ากลับสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เยาวชน และกลุ่มบุคคลทั้งภาครัฐ เอกชน เข้าไปเยี่ยมชม เจ้าหน้าที่ดูแลโครงการฯ ได้จัดทำระบบบริการไว้เป็นอย่างดี โดยอธิบายนักท่องเที่ยวเพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดทั้งหมด ก่อนจะพาเดินไปตาม “เส้นทางชมป่าชายเลน” (walkway) ติดทะเล อากาศเย็นสบาย ใต้ร่มเงาไม้หนาทึบที่ร่มรื่นมาก ทางเดินสะพานไม้เล็กๆ ลัดเลาะไปตามพันธุ์พืชทะเลของต้นโกงกาง ตะบูนขาว ตะบูนดำ สนทะเล สนปฏิพัทธ์ โกงกาง ปรง นนทรี หางนกยูง สะเดา กระถินณรงค์ หูกวางทะเล ทำให้สื่อมวลชนได้รับประโยชน์ในการเดินทางมาทดสอบรถ Almera เนื่องจากได้เรียนรู้การปลูกป่าและระบบนิเวศป่าชายเลนเป็นของแถม ซึ่งมีคุณค่าต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับคนรุ่นต่อไป

หลังจากเดินชมป่าชายเลนแล้ว คณะทดสอบรถ Almera ทั้งหมดก็ลงเรือชาวประมงขนาดเล็กเพื่อล่องลำน้ำปราณบุรี ชมวิถีชีวิตสองฝั่งแม่น้ำ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงและอู่ต่อเรือประมงขนาดใหญ่ ลำคลองเก่าคือสายธาราที่ไหลไปเชื่อมกับแม่น้ำปราณบุรีที่ใกล้ปากน้ำ นักท่องเที่ยวสามารถนั่งเรือลัดเลาะไปออกแม่น้ำปราณบุรี เที่ยวชมหมู่บ้านชาวประมงและการลอยเรือหาปลาตามลำน้ำ รวมทั้งได้ชมระบบนิเวศในป่าชายเลน หลังจากนั้นได้ร่วมกันโยนลูกบอล EM เพื่อบำบัดน้ำเสียบริเวณที่เป็นจุดนำปลา กุ้ง ปู หอย ถ่ายจากเรือใหญ่ขึ้นฝั่ง รวมถึงแถบที่ชาวประมงนำหมึกมาล้างเพื่อตากแห้ง การโยนลูกบอลบำบัดน้ำเสียเริ่มต้นและจบลงบนเรือด้วยความสนุกสนาน หลังจากนั้นคณะทั้งหมดก็เดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยงที่ปากน้ำปราณบุรี แล้วมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ เอาเมื่อเวลาประมาณบ่ายสองโมง

โดยภาพรวมแล้ว Nissan All New Almera เหมาะสมกับสมรรถนะ และราคาค่าตัว 6 แสนบาทของมันมากที่สุดแล้ว นี่คือ Eco Car อีกคันที่ขับได้ดีและมีพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสาร มากกว่ารถยนต์ราคาประหยัดทุกรุ่นทุกคันในประเทศไทย ปัจจุบัน จากเทคโนโลยีด้านวัสดุ ระบบเครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง ช่วงล่าง เบรกและระบบอิเล็กทรอนิกส์ของวงการยนตรกรรมมีความก้าวหน้าไปไกลมาก จนแทบจะไม่มีบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ค่ายใดจะกล้าทำรถยนต์ที่มีคุณภาพต่ำออกมาอีกแล้ว การตลาดที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดส่งผลให้เกิดการค้นคว้าและวิจัยนวัตกรรมใหม่ของการขับเคลื่อนออกมาอยู่เสมอ และกลายเป็นประโยชน์สำหรับผู้ซื้อที่สามารถเลือกรถยนต์ส่วนตัวได้โดยใช้ราคาเป็นที่ตั้ง ลองไปหาทดสอบด้วยตัวของคุณเองตามโชว์รูมของ Nissan แล้วดูว่ามันตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่ และนี่คือวิธีเดียวที่ดีที่สุด ในการเลือกพาหนะคันใหม่แทนที่คันเก่าที่โดนน้องน้ำจัดซะมิดหลังคาเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา.

Arcom Roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom