Posts Tagged ‘ARCOM ROUMSUWAN’

ทดลองขับ NISSAN ALMERA (ตอนที่ 1)

January 6th, 2012

NISSAN ALMERA

Nissan เปิดตัว New Almera ไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 นับเป็นค่ายผู้ผลิตยานยนต์รายแรกๆ ที่ผลิตรถยนต์ได้ตรงกับเงื่อนไขโครงการรถยนต์ราคาประหยัด หรือ Eco Car ของรัฐบาล หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับรถเล็กสมรรถนะดีอย่าง Nissan March ซึ่งเป็นรถ E-co Car คันแรกในรูปแบบแฮตซ์แบค 5 ประตู บริษัท Nissan มุ่งหวังในการเจริญเติบโต และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำตลาดรถยนต์ราคาประหยัดในประเทศไทย โดยรถ Nissan New Almera จะกลายเป็นยนตรกรรมรุ่นแรกที่ถูกแนะนำเข้าสู่ตลาดรถใหม่ราคาประหยัด ภายใต้แผนธุรกิจ Nissan Power Up 2016 ซึ่งผู้บริหารของค่าย Nissan ได้ประกาศแผนงานดังกล่าวไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

Nissan Almera สร้างจากโครงสร้างแบบ V-platform ซึ่งมีน้ำหนักเบา จากการออกแบบและวิจัยในขั้นตอนของการพัฒนา ด้านหน้าใช้กระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมู ล้อมกรอบด้วยชิ้นงานโครเมี่ยมพลาสติกเพื่อเพิ่มเติมมุมมอง ไฟหน้าขนาดใหญ่ ใช้หลอดฮาโลเจนอยู่ในกรอบพลาสติกโพลิเมอร์ใส ซึ่งรวมเอาหลอดไฟเลี้ยวสีเหลืองไว้ภายในกรอบเดียวกัน กันชนหรือชิ้นงานสปอยเลอร์ มีช่องรับอากาศอยู่ตรงบริเวณกึ่งกลาง นำเอาอากาศไประบายความร้อนให้กับหม้อน้ำ และแผงระบายความร้อนของระบบปรับอากาศ มุมล่างของสปอยเลอร์หน้ามีไฟตัดหมอกทรงกลม ล้อมกรอบด้วยงานพลาสติกสีดำ ฝากระโปรงหน้ายกสูงแบบสมัยนิยม โดยภาพรวมรูปร่างหน้าตาของ New Almera ถูกออกแบบให้มีหน้าตารูปลักษณ์ไปในแนวทางน่ารักน่าชัง เหมาะกับวัยรุ่นที่นิยมของแนวๆ แบบนี้

ด้านข้างตัวถังเรียบลื่น ไร้ขอบกันกระแทกมาบดบังแนวสายตา วิศวกรผู้ออกแบบเน้นให้ด้านข้างของ New Almera มีความลื่นไหลโดยใช้เส้นคมของแนวแก้มข้าง ลากไปจนถึงกลางประตูบานหน้า มือจับประตูออกแบบได้ดี ใช้พลาสติกโครเมี่ยมเงางามสีเงิน จับได้ง่ายในการเปิด-ปิดประตูจากการวางตำแหน่งที่ดี กระจกมองข้างพับเก็บได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า เสาหน้าและหลังมีความกลมกลืนกัน โดยใช้แนวหลังคาที่ยกสูงมากกว่าปกติ เพื่อทำให้พื้นที่เหนือศีรษะมีมากยิ่งขึ้น ล้ออัลลอยลาย 7 ก้าน ขนาด 15″x5.5j ใส่ยางไซล์ 185/65/R15 เป็นยาง Bridgestone รุ่น B250 ที่เน้นความนิ่มนวลจากแก้มยางที่สูงขึ้น

บั้นท้ายอวบอ้วน ตามสไตล์รถยนต์ที่ต้องการเน้นพื้นที่ของการนั่งโดยสาร และการบรรทุกสัมภาระที่ฝาท้าย สัดส่วนที่กลมมนของบั้นท้าย เหมาะเจาะกับไฟท้ายทรงรีที่ถูกวางในแนวตั้ง ขอบของฝากระโปรงหลังมีชิ้นงานไฟเบอร์ เป็นสปอยเลอร์รีดอากาศขนาดเล็ก พร้อมไฟเบรกดวงที่สาม เข้ามาเพิ่มเติมสีสันรูปแบบของส่วนท้ายใน New Almera กึ่งกลางของฝาท้ายมีที่เปิด ซึ่งถูกซ่อนอยู่ด้านใน ใจกลางที่เปิดฝาท้ายมีโลโก้ Nissan พลาสติกกันชนหลังหล่อเป็นชิ้นเดียวขนาดใหญ่ ไม่มีเซ็นเซอร์ถอยหลังมาให้จากโรงงาน เนื่องจากเป็นรถเล็ก ราคาประหยัด แต่มีอย่างอื่นที่มอบให้กับเจ้าของรถแทน

ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบให้มีพื้นที่การใช้สอยกว้างขวาง สะดวกสบาย จนแทบไม่น่าเชื่อว่า นี่คือ Eco Car เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ต หุ้มด้วยผ้าเนื้อดีสีดำ สามารถปรับได้หลากหลายระดับเพื่อรองรับสรีระของผู้ขับขี่ ส่วนเบาะหลังมีตำแหน่งท่านั่งแทบไม่แตกต่างไปจากซีดานขนาดกลาง จากความใหญ่ของห้องโดยสารที่เกิดขึ้นในขั้นตอนของการพัฒนา โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ใช้สอยที่ต้องกว้างมากกว่าปกติ เบาะด้านหลังนั่งได้โดยยังมีพื้นที่เหนือศีรษะเหลืออยู่อีกมาก ทำให้ไม่อึดอัดยามต้องโดยสารเพื่อเดินทางไกล อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้อยู่ในระดับสมราคากับตัวรถ แต่แตกต่างและสวยงามจากการดีไซน์การจัดวางและรูปแบบของปุ่ม สวิตช์ต่างๆ ดูลงตัว และเข้ากันกับรูปแบบของตัวรถได้อย่างกลมกลืน แผงประตูและมือจับประตูด้านในยังคำนึงถึงการใช้งาน ที่มีการออกแบบตำแหน่งของการจับได้อย่างเหมาะสม

หน้าปัดและอุปกรณ์ออกแบบได้ดี โดยใช้รูปแบบของทรงกลมมาเป็นตัวนำเสนอ หน้าปัดสีดำเรืองแสง Fine Vision Meter ใช้ตัวเลขสีขาวและเข็มวัด ทั้งกรอบวัดรอบและวัดความเร็วเป็นสีแดง เพื่อทำให้อ่านค่าได้ง่าย ระหว่างหน้าปัดท้ังสองยังมีจอแสดงข้อมูลเล็กๆ ของระบบต่างๆ ในตัวรถ Multi Display แสดงผลอัตราการใช้เชื้อเพลิง เตือนระยะเวลาเข้ารับการตรวจเช็กของตัวรถ แสดงผลระยะทางต่อปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่อยู่ในถัง อุณหภูมิภายนอก มาตรวัดระยะทางแบบดิจิตอล กับตำแหน่งการขับเคลื่อนของเกียร์อัตโนมัติแบบ Xtronic CVT ปุ่มควมคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารใช้ทรงกลมเข้ากันกับรูปแบบของตัวรถ ระบบปรับสวิตช์แบบ Auto Air Conditiner พร้อมจอแสดงผลระบบดิจิตอล ส่วนชุดเครื่องเสียงวิทยุ FM / AM / CD / MP3 แบบ 2 DIN มีช่องเชื่อมต่อ AUX In สำหรับใช้งานกับอุปกรณ์ต่อพ่วง

พวงมาลัยแบบสามก้าน มีสวิตช์มัลติมาให้ปรับตั้งชุดเครื่องเสียง ส่วนที่โดดเด่นคือ สวิตช์สตาร์ทเครื่องยนต์ หรือ Push Start Botton เพียงแค่กดนิ้วลงไป เครื่องยนต์ก็ติดขึ้นอย่างง่ายดาย กุญแจแบบอัจฉริยะ Intelligent Key ใช้เป็นกุญแจรีโมทสำหรับเปิด-ปิดประตู พร้อมปุ่มเปิดฝาท้าย Trunk Opener ทำงานด้วยระบบ Immobilizer & Panic Alarm ซุ้มเกียร์มีช่องใส่แก้วน้ำอยู่เหนือขึ้นไป เกียร์ออโต้ Xtronic CVT มีรูปแบบการเข้าเกียร์ปกติทั่วไป ซุ้มเกียร์ทำจากพลาสติกสีดำ หัวเกียร์ขนาดใหญ่จับได้เหมาะมือ ข้างๆ คันเบรกมือยังมืช่องใส่แผ่น CD แถมมาให้ พร้อมช่องเก็บของข้างแผงประตู ช่วยอำนวยความสะดวกในการเก็บสิ่งของยามใช้งานจริง

เครื่องยนต์ของ New Almera เป็นเครื่องแถวเรียงสามกระบอกสูบรหัส HR12DE ปริมาตรความจุ 1.2 ลิตร 1,198 ซีซี 79 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที มีแรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที ออกแบบมาเพื่อการใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่าและประหยัด ปล่อยมลภาวะน้อยเนื่องจากปริมาตรความจุเล็ก มาตรฐานมลพิษระดับ EURO4 ชุดส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ Xtronic CVT พร้อม Sub-Planetary ระบบรองรับ ช่วงล่างด้านหน้าแบบแมคเฟอร์สันสตรัท สปริง โช้คอัพและเหล็กกันโคลง ส่วนช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบทอร์ชั่นบีมตามสมัยนิยม พร้อมด้วยเหล็กกันโคลง ระบบเบรกด้านหน้าใช้จานดิสก์เบรก พร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS ระบบเสริมแรงเบรก BA ระบบควบคุมและกระจายแรงเบรก EBD ถุงลมนิรภัยคู่หน้าบริเวณที่นั่งตอนหน้าและพวงมาลัย

New Almera มีให้เลือก 6 สี คือ สีน้ำตาล Greyish Bronze / สีเงิน Brilliant Silver / สีดำ Black Star / สีขาว White Solid / สีแดง Burning Red / สีน้ำเงิน Dark Blue ส่วนวัสดุผ้าที่ใช้ห่อหุ้มตัวเบาะมีสองแบบ คือผ้าสีดำแบบมันและผ้าสีดำธรรมดา

ราคา
รุ่น 1.2 S MT……………..429,000 บาท
รุ่น 1.2 E MT…………….455,000 บาท
รุ่น 1.2 E CVT…………..489,000 บาท
รุ่น 1.2 ES CVT…………523,000 บาท
รุ่น 1.2 V CVT…………..563,000 บาท
รุ่น 1.2 VL CVT…………599,000 บาท

ติดตามอ่าน ทดลองขับ Nissan All New Almera ได้ในตอนต่อไปครับ.

Nissan Almera VL CVT Specifications
แบบ …………………………………Eco Cae 4 ประตู 4 ที่นั่ง
ผู้ผลิต………………………………..Nissan Motor Japan
เครื่องยนต์………………………….แถวเรียง 3 กระบอกสูบ DOHC
วาล์ว………………………………….Continuously Variable Valve Timing Control
กระบอกสูบ x ช่วงชัก……………..78.0×83.6 มิลลิเมตร
ปริมาตรความจุ……………………1,198 ซีซี
แรงม้าสูงสุด………………………..79 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………….106 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบต่อนาที
อัตราส่วนกำลังอัด……………….10.2:1
ระบบส่งกำลัง……………………..อัตโนมัติ Xtronic CVT
ระบบกันสะเทือน
ด้านหน้า…………………………….แมคเฟอร์สัน สตรัท สปริง โช้คอัพ เหล็กกันโคลง
ด้านหลัง…………………………….ทอร์ชั่นบีม เหล็กกันโคลง
ระบบบังคับเลี้ยว…………………พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS
ระบบเบรก
ด้านหน้า……………………………จานดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน คาร์ลิปเปอร์อัลลอย
ด้านหลัง……………………………ดรัมเบรก
ระบบช่วยเบรก…………………..ABS / EBD / BA
ล้อและยาง………………………..ล้ออัลลอยขนาด 15″x5.5j ยาง Bridgestone รุ่น B250 ไซล์ 185/65/R15 ทั้งสี่ล้อ
มิติตัวถัง
ความกว้าง…………………………1,695 มิลลิเมตร
ความยาว…………………………..4,425 มิลลิเมตร
ความสูง…………………………….1,500 มิลลิเมตร
ความจุถังเชื้อเพลิง………………41 ลิตร
น้ำหนัก (รุ่นเกียร์CVT)………..1,024 กิโลกรัม

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Faecbook http://www.facebook.com/chang.arcom

ทดลองขับ MERCEDES BENZ E200 NGT (ตอนที่ 2)

January 5th, 2012

MERCEDES BENZ E200 NGT

บนระยะทางทดสอบไปกลับ กรุงเทพฯ-ระยองกว่า 500 กิโลเมตร กับการค้นหาสมรรถนะและประสิทธิภาพที่แท้จริงของ Mercedes Benz New E-Class E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE ยานยนต์สองพลังงาน แก๊ส NGV+ น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน 95 โซฮอล์…

วันที่ 20 ธันวาคม 2554 บริษัท Mercedes Benz Thailand Limited. เชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์ร่วมลงทำการทดสอบเพื่อค้นหาสมรรถนะของ Mercedes Benz New E-Class E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE โดยกำหนดเส้นทางทดสอบจากกรุงเทพมหานคร มุ่งสู่ชายทะเลของหาดอ่าวไข่ ในจังหวัดระยอง การทดสอบซีดานตัวหรูที่มีระบบบริหารเชื้อเพลิงถึง 2 แบบในครั้งนี้ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของค่ายตราดาว หลังจากห่างหายไปนานกว่า 2 เดือนเนื่องจากสภาวะน้ำท่วมขังในภาคกลางตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

09.30 น. ของเช้าวันที่ 20 ธันวาคม บริเวณจุดปล่อยรถในโชว์รูม Benz TTC ใกล้แยกพัฒนาการ รถ Mercedes Benz E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE จำนวน 8 คัน ซึ่งเป็นรถทดสอบของสื่อมวลชน กับ Mercedes Benz E300 / Mercedes Benz ML350 / Mercedes Benz Vito / Mercedes Benz New C-Class C200 CGI / Mercedes Benz R-Class ซึ่งเป็นรถของเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของ Mercedes Benz Thailand ออกเดินทางมุ่งสู่จังหวัดระยองโดยใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ ผ่านด่านเก็บเงินลาดกระบัง แวะทานกาแฟที่ร้าน Starbuck ในจุดบริการทางหลวงบนถนนมอเตอร์เวย์ แล้วเลี้ยวเข้าสู่ถนนบริเวณแยกพนัสนิคม เลี้ยวขวาอีกครั้งเพื่อเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 344 บ้านบึง-แกลง แล้วตัดเข้าเส้นทางพนมสารคาม-สัตหีบ บนทางหลวงจังหวัดหมายเลข 331 แวะทานข้าวเที่ยงที่ร้านตำนานป่า แล้วมุ่งหน้าสู่แยกบ้านเพ เลี้ยวซ้ายบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 243 มุ่งหน้าไปยังอ่าวไข่ของจังหวัดระยอง รวมระยะทางในการทดสอบวันแรกกว่า 235 กิโลเมตร

ผมจับคู่กับ Kingsley ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ The Nation เหมือนเช่นเคย หลังจากเดินทางไปชมงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ด้วยกันเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2554 ไม้แรกจึงเป็นหน้าที่ของเพื่อนเลิฟ Kingsley เข้ามารับหน้าที่ขับตั้งแต่ออกจากโชว์รูม Benz TTC ไปจนถึงเขตจังหวัดระยอง โดยมีผมนั่งในเบาะผู้โดยสารตอนหลังเพื่อจับอาการของตัวรถเหมือนเคย รถยนต์ซีดานในโมเดล E-Class W212 เพียบพร้อมไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย เบาะนั่งตอนหลังถูกออกแบบให้นั่งได้ 3 คน (ผู้ใหญ่ 2 + เด็ก 1 คน) ตำแหน่งกลางเบาะหลังยังสามารถดึงพนักเท้าแขนเพื่อเพิ่มเติมความสบายยามเดินทางไกล ใต้พนักเท้าแขนยังมีแผ่นพลาสติกสีดำที่สามารถดึงออกมาเป็นที่ีวางแก้วน้ำได้อีกด้วย เบาะหลังที่นั่งสบายบวกกับช่วงล่างนุ่มๆ ในโมเดลซีดานขนาดกลางของ Mercedes Benz คันนี้จะทำให้คนนั่งรู้สึกผ่อนคลาย เหมาะมากกับท่านที่ไม่นิยมขับรถด้วยตัวเองรวมถึงผู้บริหารระดับสูงที่ต้องเดินทางไปประกอบธุรกิจตลอดเวลา

เมื่อขบวนรถทดสอบ ของ Mercedes Benz วิ่งเข้าสู่เส้นทางบ้านบึง แกลง ซึ่งเป็นทางหลวงสายหลักที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดชลบุรีกับจังหวัดระยอง รถบนถนนหนทางในช่วงนี้เริ่มน้อยลงเนื่องจากเป็นวันอังคาร Kingsley ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ The Nation ลองทดสอบหาอัตราเร่งและความเร็วในระดับเดินทางไกลรวมถึงการทรงตัวยามหักพวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนทิศทางรถ Mercedes Benz E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE สีทองแบบอาเสี่ยเยาวราชคันนี้มีระบบบริหารเชื้อเพลิงสองรูปแบบ โดยสมองกล ECU ซึ่งเป็นกล่องควบคุมจะทำการปรับการใช้เชื้อเพลิงแบบแก๊ส NGV และจะใช้ไปจนกว่าปริมาณแก๊สในถังใกล้หมดลง ระบบจะตัดไปใช้เชื้อเพลิงซึ่งเป็นน้ำมันเบนซินโซฮอล์ 95 เพื่อการใช้เชื้อเพลิงทั้งสองแบบอย่างคุ้มค่า โหมดการปรับจะอยู่ที่ชุดเซนเซอร์ของตัวรถ ซึ่งจะทำการปรับเปลี่ยนแบบอัตโนมัติและสามารถแสดงผลบนจอใจกลางหน้าปัด เพื่อแจ้งให้ผู้ขับขี่รับรู้ถึงปริมาตรของเชื้อเพลิงทั้งสองแบบ คำนวณระยะทางการวิ่งทั้งจากแก๊ส และน้ำมันเชื้อเพลิง จึงสามารถวิ่งใช้งานทางไกลด้วยความมั่นใจว่า เชื้อเพลิงทั้งสองแบบจะช่วยเพิ่มระยะทางของการวิ่งทางยาวๆ ได้เกือบ 1,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว

ที่ความเร็วเดินทางในระดับ 140-160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาการของเจ้า E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE ยังคงมั่นคงดีในการยึดเกาะกับผิวถนนบนทางหลวงจังหวัดชลบุรีเชื่อมต่อระยอง แม้ช่วงล่างแบบมัลติลิงก์ของมันจะส่ออาการนิ่มนวลจนเกินงาม แต่รถคันนี้มีระบบรองรับที่ถูกออกแบบให้นั่งโดยสารได้อย่างสบาย รอยต่อของถนน คอสะพาน ไม่สร้างปัญหาในการทรงตัวมากนักเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูงในระดับ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความนิ่มของช่วงล่างที่มากกว่า BMW Serries 5 โมเดล F10 คู่แข่งสำคัญในตลาดรถซีดานขนาดกลางระดับพรีเมี่ยมทำให้ได้ใจคนชอบสบาย และเหล่าผู้บริหารสูงวัยไปแบบเต็มๆ ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีมาให้ สามารถรองรับการใช้งานและเพิ่มความสะดวกได้ดี รูปแบบของห้องโดยสารในสไตล์ของค่ายตราดาวมีความหรูบวกงานตัดเย็บพวกหนังแท้ และชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกเช่น ปุ่ม สวิตช์ต่างๆ ออกแบบให้บิดจับ หมุนหรือกดโดยใช้ผิวสัมผัสและวัสดุเกรดสูงทั้งสิ้น งานประกอบคอนโซล ซุ้มเกียร์ ชุดควบคุมอุณหภูมิ เครื่องเสียง ล้วนแล้วแต่มีความประณีตในระดับสูงสุด ซึ่งเป็นไปตามลักษณะของแบรนด์ตราดาวจากเยอรมนี ผู้ผลิตยานยนต์คุณภาพมาช้านานกว่า 100 ปีแล้ว

ขบวนรถทดสอบของ Mercedes Benz Thailand Limited. จอดแวะทานข้าวเที่ยงที่ร้านอาหารตำนานป่า แล้วออกเดินทางต่อไปยังโรงแรม X2 ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางอ่าวไข่ของจังหวัดระยองโดยเหลือระยะทางวิ่งอีก 30 กิโลเมตร ผมจึงเข้ามารับหน้าที่ขับขี่ต่อจาก Kingsley ซึ่งย้ายไปนั่งวางมาดผู้บริหารระดับสูงอยู่ในตำแหน่งเบาะหลัง จากการที่ผมได้เคยควบเจ้า C-Class C250 CGI ไปเมื่อปี 2010 ความคุ้นเคยในห้องโดยสารและสภาพการขับขี่ควบคุมรถ Mercedes ซึ่งเป็นความทรงจำเก่าๆ เริ่มฉายภาพเข้ามาในสมองอีกครั้ง รถ Benz ทุกโมเดลจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ทั้งสีของเบาะ คอนโซล หน้าปัดและอุปกรณ์ตลอดจนกลิ่นของหนังแท้เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มียนตรกรรมค่ายใดเสมอเหมือน มันคือจักรกลตราดาวที่ถูกพัฒนามาเพื่อรองรับการขับขี่ใช้งานโดยเน้นไปที่ ความหรูหรามีระดับ มากกว่าที่จะเน้นไปในเรื่องของ Performance อย่างค่าย BMW ช่วงล่างที่นิ่มนวลทำให้ Character หรืออารมณ์ในการควบคุมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ค่าย Mercedes Benz มีความถนัดมากในการพัฒนารถยนต์ที่ส่งถ่ายความสะดวกสบายบนความหรูหรายามใช้งาน มันได้รับความนิยมสูงในกลุ่มลูกค้าระดับบนที่เน้นเรื่องแบรนด์เป็นสำคัญ ภาพลักษณ์ที่ดูดีในการครอบครอง ตลอดจนการวิ่งไปในที่ต่างๆ จะมีความแปลกแยกจากยนตรกรรมทั่วไปอย่างชัดเจนจาก ค่านิยมของคนไทย

โดยภาพรวมแล้ว E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE เป็นรถที่เหมาะสมมากกับสภาวะในปัจจุบัน เนื่องจากสาเหตุหลักใหญ่นั่นก็คือราคาค่าตัวของเชื้อเพลิงทั้งเบนซิน และดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นโดยไม่มีวันที่จะกลับมาถูกลงเหมือนเดิมอีกแล้ว ถังแก๊ส 3 ถังขนาด 19.5 กิโลกรัม เมื่อผมลองคำนวณการใช้งานในการวิ่งจากกรุงเทพฯไปถึงจังหวัดระยอง แก๊ส NGV ก็หมดถังพอดี และได้ระยะทาง 255 กิโลเมตรโดยประมาณ และยังคงเหลือน้ำมันเชื้ิอเพลิงเต็มถังให้ขับกลับอีกด้วย การขับทดสอบในครั้งนี้ เป็นการขับขี่แบบปกติทั่วไป ซึ่งค่อนข้างจะใช้ความเร็วกันพอสมควร รวมถึงการกดคันเร่งแบบจมมิดเพื่อหาอัตราเร่ง ไม่ใช่การขับขี่ทดสอบที่เน้นในเรื่องของความประหยัดที่ต้องวิ่งปิดแอร์ ปิดกระจกที่ความเร็วเฉลี่ย 60 กิโลเมตรไปตลอดทางเหมือนอย่างบางค่าย มันเป็นการขับทดสอบเจ้า E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE แบบมนุษย์ปกติทั่วไปที่ขับรถเดินทางไกล จึงมีทั้งการเร่งแซง การกดแช่คันเร่งไฟฟ้าที่ความเร็วสูงเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อไล่ตามขบวนรถทดสอบให้ทัน รวมถึงการจอดเดินเบาเพื่อถ่ายรูปและเปิดระบบปรับอากาศตลอดเส้นทาง ตัวเลขการใช้แก๊ส NGV จึงยังคงห่างจากตัวเลขจริงที่ Benz เคลมมาให้อยู่บ้าง

เครื่องยนต์ 1.8 ลิตรเบนซิน ติดตั้งระบบอัดอากาศแบบซุปเปอร์ชาร์จให้อัตราเร่งพอใช้ได้ ไม่ช้าจนเกินไปหรือพุ่งทะยานเป็นจรวดจนอาจก่อให้เกิดอันตรายเมื่อกระทืบคันเร่งแบบกดมิดยามออกตัวจากสัญญาณไฟจราจร ระบบส่งกำลังซึ่งใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดในโหมดปกติ มีประสิทธิภาพมากพอในการถ่ายเทแรงบิดระดับ 240 นิวตันเมตรไปยังล้อคู่หลัง มันหมดจดและนิ่มนวลมากเมื่อทดเกียร์ขึ้น-ลง จนแทบจะไม่รู้สึก ขากลับในวันรุ่งขึ้นเมื่อต้องบรรทุกผู้โดยสารและสัมภาระแบบเต็มคันรถก็ยังวิ่งใช้ความเร็วในระหว่างการออกตัวได้ดี อาจช้ากว่าเดิมบ้างเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับเฉื่อยชาจนน่ารำคาญเนื่องจากน้ำหนัก บรรทุกที่เพิ่มมากขึ้น บนเส้นมอเตอร์เวย์ขากลับช่วงชลบุรีที่ผิวถนนถูกลาดยางมาใหม่และมีความเรียบสม่ำเสมอกัน มันเนียนและวิ่งได้นุ่มจนแทบจะเหมือนกับการนั่งไปบนพรมเลยทีเดียวจากการคำนวณค่าในเรื่องของการกระจายน้ำหนักที่ไม่เป็นรองแบรนด์หรูค่ายใดๆทั้งสิ้น แต่ที่ความเร็วสูงกว่า 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พวงมาลัยจะให้ความรู้สึกที่เบามากขึ้น หากได้ล้อขนาด 19 นิ้ว บวกยางเจ๋งๆสักสี่เส้นพร้อมโช้คอัพและสปริงแต่ง การควบเจ้า E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE ที่ย่านความเร็วสูงกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะให้ความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

ไม่เพียงแต่ Mercedes Benz จะเป็นแบรนด์ลักซ์ชัวรี่รายแรกของประเทศไทยที่บุกเบิกรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล หรือที่เราเรียกกันว่า CDI (Common Rail Direct Injection) ในปี 2001 Mercedes Benz ยังเป็นแบรนด์รถหรูที่นำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยแก๊สมาเปิดตลาดใน ประเทศไทยเป็นครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ปี 2006 ด้วย ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ได้รับการติดตั้งด้วยอุปกรณ์มาตรฐานจากโรงงาน จึงทำให้สามารถรองรับน้ำหนักของถังแก๊สได้อย่างพอเพียง ส่งผลให้รถยนต์เต็มเปี่ยมไปด้วย กำลังเครื่องยนต์ไม่ตกหรือกระตุกระหว่างเปลี่ยนการใช้สลับโหมด สำหรับ Mercedes Benz E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE ติดตั้งด้วยถังแก๊สที่ผลิตจากเหล็กกล้าแข็งแกร่งทนทานเป็นพิเศษจำนวน 3 ถัง มีความจุรวม 19.5 กิโลกรัม (วิ่งได้ระยะทางประมาณ 360 กม.*) รวมน้ำมันเต็มถังอีก 80 ลิตร (วิ่งได้ระยะทางประมาณ 1,000 กม.) นอกจากนั้นยังสามารถเติมน้ำมัน E20 ได้อีกด้วยโดยระบบจะสลับโหมดการใช้ก๊าซและน้ำมันเองโดยอัตโนมัติในกรณีที่เชื้อเพลิงอย่างใดอย่างหนึ่งหมดก่อน

E 200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE มีมิติตัวถังความกว้างที่ 1,854 มม. ยาว 4,868 มม. และสูง 1,470 มม. มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 4 สูบแบบซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ขนาด 1,796 ซีซี ให้กำลัง 120 กิโลวัตต์ 163 แรงม้าที่ 5,500 รอบ/นาที ให้แรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร ที่ 3,000-4,000 รอบต่อนาที มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โดยใช้เวลา 10.4 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 224 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน 8.1-8.5 ลิตรต่อระยะทาง 100 กม.อัตราสิ้นเปลืองแก๊ส 5.5 กก.ต่อระยะทาง 100 กม. ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงจากเดิมถึง 20% หรือคิดเป็นอัตราเพียง 149 กรัม/กม. ซึ่งคิดเป็นค่าแก๊สเท่ากับ 47 บาท หรือ 47 สตางค์ต่อ 1 กิโลเมตร หากเติมเต็มครบทั้ง 3 ถัง (19.5 กิโลกรัม หรือ 121.5 ลิตร) คิดเป็นเงิน 162 บาท สามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 355 กิโลเมตร

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ระบบความปลอดภัยภายใต้มาตรฐานของ Mercedes Benz เช่น ระบบปกป้องก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE®, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ATTENTION ASSIST, ระบบเบรก ABS, โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (ASR), ถุงลมนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า ม่านถุงลมนิรภัยสำหรับผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง ถุงลมนิรภัยบริเวณสะโพก ถุงลมนิรภัยด้านข้างหมอนรองศีรษะพร้อมระบบป้องกันอันตรายที่ต้นคอ (NECK-PRO head restraints) และฝากระโปรงหน้าแบบ active bonnet ที่จะยกตัวขึ้นเมื่อเกิดการชนเพื่อป้องกันคนเดินเท้า

ลองไปขับขี่ทดสอบด้วยตัวของคุณเองหากสนใจเจ้ายนตรกรรมประหยัดพลังงานจากค่ายตราดาวคันนี้ ค้นหาดูว่าสมรรถนะและประสิทธิภาพโดยรวมของมันตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่ แต่สำหรับผมแล้ว นี่คือจักรกลซีดานระดับพรีเมี่ยมที่มีความน่าสนใจอีกคันในกลุ่มรถแบรนด์หรูหราราคาสูง ดาวดวงใหม่ที่คุณซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองหลังจากการทำงานหนักมาทั้งปีคือ สิ่งที่ดีที่สุดในการเลือกซื้อรถยนต์ของช่วงสิ้นปีนี้ และมันจะไม่ทำให้คุณผิดหวังอย่างแน่นอน.

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

ทดลองขับ MERCEDES BENZ E200 NGT (ตอนที่ 1)

January 5th, 2012

MERCEDES BENZ E200 NGT

ทดสอบเต็มรูปแบบกับ Mercedes Benz E200 NGT (Natural Gas Technology) ยนตรกรรมซาลูนระดับพรีเมี่ยมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ได้ทั้งน้ำมันเบนซิน และแก๊ส NGV…

ปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานที่ยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือก ที่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงของยานยนต์ ซึ่งในวงการวิศวกรรมยานยนต์คุ้นเคยกันดีในชื่อ ก๊าซธรรมชาติหรือ NGV – Natural Gas Technology For Vehicies ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าก๊าซธรรมชาติอัด CNG – Compressed Natural Gas

จากการค้นคว้าและวิจัยในวงการยนตรกรรมพบว่า ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิงที่มีความปลอดภัยสูงในการใช้งานเมื่อเทียบกับน้ำมันเชื้อเพลิงแบบเบนซิน ดีเซล หรือแม้แต่ก๊าซ LPG ที่ใช้ในการหุงต้มอาหาร เนื่องจากก๊าซ NGV มีมวลที่เบากว่าอากาศ และมีความไวไฟน้อยกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นในกรณีที่เกิดการรั่ว ก๊าซจะกระจายตัวและลอยขึ้นสู่ที่สูง ฟุ้งกระจายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากก๊าซ NGV มีค่าออกเทนสูงถึง 120 RON ซึ่งสามารถผสมกับอากาศได้ดี จึงช่วยให้การเผาไหม้ในเครื่องยนต์เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบมากกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น นอกจากนั้น ราคาจำหน่ายของก๊าซ NGV ยังมีราคาที่ถูกกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น ซึ่งจะช่วยให้เจ้าของรถยนต์ที่เลือกใช้ยนตรกรรมที่สามารถรองรับการใช้เชื้อเพลิง NGV ประหยัดค่าน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากถึง 40-60 % และสะดวกมากยิ่งขึ้นในการเติมก๊าซ ด้วยสถานีบริการ NGV กว่า 400 แห่ง กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด ครอบคลุมเส้นทางหลักหรือทางหลวงจังหวัดทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

Mercedes Benz ค่ายรถแบรนด์หรูหราระดับพรีเมี่ยมของเยอรมนี นับเป็นบริษัทผู้ผลิตยนตรกรรมเจ้าแรกๆ ที่บุกเบิกพัฒนา วิจัย และทดสอบเครื่องยนต์แบบดีเซลคอมมอลเรล หรือที่เรียกว่า CDI – Common Rail Direct Injection เมื่อปี 2001 บริษัท Mercedes Benz ยังเป็นแบรนด์หรูที่นำเอาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยแก๊สมาเปิดตลาดในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในงาน Bangkok Motor Show 2006 (บางกอกมอเตอร์โชว์ของปี 2006) ตามมาด้วยเสียงตอบรับและความสำเร็จในยอดจำหน่าย เนื่องจากได้รับความนิยมสูงในกลุ่มลูกค้าของค่ายตราดาวที่นิยมรถซีดานหรูหรา มีระดับ อุปกรณ์ที่ติดตั้งในตัวรถ Mercedes Benz ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อใช้สำหรับก๊าซ NGV ได้มาตรฐานเนื่องจากทำการติดตั้งมาจากโรงงานโดยผ่านการวิจัยและพัฒนาจากวิศวกรของ Mercedes Benz จึงทำให้ตัวรถสามารถรองรับน้ำหนักของถังแก๊สและกระจายน้ำหนักได้อย่างลงตัว ทั้งถังเชื้อเพลิงกับถังแก๊สที่ติดตั้งอยู่ภายในโครงรถ

เครื่องยนต์ มีสมรรถนะที่ดีขึ้น และทำงานได้อย่างราบเรียบไร้สิ้นซึ่งอาการกระตุกกระชากระหว่างการสลับสับ เปลี่ยนจากก๊าซไปเป็นเชื้อเพลิงเบนซิน สำหรับ Mercedes Benz E200 NGT BuleEFFICIENCY ELEGANCE ได้ติดตั้งถังแก๊สที่ผลิตขึ้นจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแกร่งทนทานเป็นพิเศษ จำนวน 3 ถัง (ลดลงจากรุ่นที่แล้วซึ่งมี 4 ถัง) มีความจุรวม 19.5 กิโลกรัม และสามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ซึ่งเมื่อรวมน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถังอีก 80 ลิตร E200 NGT BuleEFFICIENCY ELEGANCE จะวิ่งได้ระยะทางมากถึง 1,000 กิโลเมตร นอกจากนั้นเครื่องยนต์ตัวนี้ยังสามารถเติมเชื้อเพลิงแบบ E20 ได้อีกด้วย โดยระบบจะสลับโหมดการใช้ก๊าซและน้ำมันด้วยตัวเองแบบอัตโนมัติในกรณีที่เชื้อเพลิงอย่างใดอย่างหนึ่งหมดลงก่อน

Mercedes Benz E200 NGT BlueEFFICINECY ELEGANCE ยนตรกรรมหรูหราที่ผ่านการขัดเกลาในโมเดล E-Class มายาวนานมากกว่า 50 ปีแล้ว นับจากโมเดลแรกสุดจนถึงปัจจุบันรหัส W212 รูปลักษณ์ที่ปราดเปรียวสง่างามเกิดจากขั้นตอนการออกแบบที่มุ่งเน้นไปที่ความสะดวกสบายในการใช้งานเป็นสำคัญ เมื่อมองจากด้านหน้าจะพบว่ากระจังหน้าและไฟหน้าแบบแยกชิ้นมีความกลมกลืนของเส้นสายที่ตัดกันอย่างลงตัว กระจังหน้าโครเมี่ยมทรงห้าเหลี่ยม ไฟหน้าแบบแยกชิ้นซึ่งภายในกรอบไฟหน้าแบบโพลิเมอร์ใสมีไฟโปรเจกเตอร์ ชุดสปอยเลอร์ชิ้นใหญ่คลุมไปจนถึงแนวของฝากระโปรงหน้า ส่วนไฟตัดหมอกเปลี่ยนจากไฟ LED Daylight Runing มาเป็นไฟตัดหมอกทรงกลมข้างละสองดวงรวมเป็นสี่ดวงซึ่งคล้ายกับไฟตัดหมอกที่เป็นชุดแต่งของ Carlson ใต้กระจังหน้ามีตะแกรงพลาสติกสีดำ ทำหน้าที่รับอากาศเข้าไประบายความร้อนร่วมกับกระจังหน้าทรงห้าเหลี่ยมให้กับเครื่องยนต์ ฝากระโปรงมีแนวโค้งที่สอดประสานไปกับชุดไฟหน้าได้อย่างกลมกลืนโดยยกแนวสันนูนขึ้นเล็กน้อยบริเวณกึ่งกลางเพื่อเน้นมิติของแสงเงา

รูปทรงด้านข้างของ E200 NGT BlueEFFICINECY ELEGANCE ใช้แนวเส้นสันคมๆ ลากจากแก้มข้างไปจนจรดกับเสาหลังผ่านแนวของมือจับที่เปิดบานประตู เสาหน้ามีความลาดเอียงเล็กน้อย ส่วนชายล่างของบานประตูทั้งสี่ใช้เส้นโครเมี่ยมกันกระแทกคาดยาวตลอดตั้งแต่ ซุ้มล้อหน้าไปจนถึงซุ้มล้อด้านหลัง กระจกมองข้างมีเลนส์ไฟเลี้ยวติดตั้งอยู่ภายในซึ่งหลอดไฟเลี้ยวของ E200 NGT เป็นหลอดไฟแบบ LED ล้ออัลลอยลายสิบก้านคู่ ขนาด 17 นิ้ว ห่อรัดเอาไว้ด้วยยาง Michelin รุ่น Pilot Preceda ไซส์ 245/45/R17 95W ซึ่งเป็นยางรถยนต์แบบซีดานสมรรถนะสูง

บั้นท้ายใน โมเดล W212 ของ E-Class ตัวใหม่ล่าสุดถูกปรับเปลี่ยนไฟท้ายใหม่หมด โดยหันไปใช้ไฟท้ายทรงยาวแทนที่ไฟท้ายทรงสามเหลี่ยมจากที่เคยใช้กันมานานหลาย รุ่นก่อนหน้านี้ ไฟท้ายทรงยาวของ New E-Class ถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับฝาท้ายที่มีแนวสันนูนตรงกลาง เหนือตำแหน่งติดตั้งแผ่นป้ายทะเบียนมีชิ้นงานพลาสติกโครเมี่ยมคาดกลาง สปอยเลอร์หลังแบบเรียบๆ พร้อมกับท่อระบายไอเสียสเตนเลสทรงกลมเดี่ยวๆ วางตำแหน่งอยู่ใต้ชายล่างของชุดสปอยเลอร์หลัง ส่วนไฟเบรกดวงที่สามติดตั้งอยู่ด้านในของกระจกบานหลังในตำแหน่งกึ่งกลางโดย ใช้หลอด LED อยู่ในกรอบพลาสิกสีแดงซึ่งออกแบบให้เห็นได้อย่างชัดเจนเพื่อความปลอดภัย

ภายในห้องโดยสารของ E200 NGT BlueEFFICINECY ELEGANCE มีสิ่งที่โดดเด่นมากที่สุด นั่นก็คือตำแหน่งของการนั่งขับขี่ควบคุมซึ่งถูกแผนกออกแบบของ Mercedes Benz บรรจงใส่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกโดยมุ่งเน้นไปที่คนขับเป็นพิเศษ เบาะนั่งทุกตำแหน่งหุ้มด้วยหนังแท้คุณภาพสูง ตัดเย็บด้วยงานฝีมือในระดับที่ประณีตสูงสุด เบาะคู่หน้าปรับตั้งท่าทางด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมบันทึกตำแหน่งท่านั่งได้สามระดับ ส่วนเบาะของผู้โดยสารตอนหลังมีสามที่นั่ง พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติในทุกตำแหน่ง ใต้เบาะคู่หน้ายังมีช่องเก็บของกระจุกกระจิก โทนสีภายในของ Mercedes Benz E200 NGT เน้นไปที่ความสุขุมนุ่มลึกโดยใช้คอนโซลสีดำเพื่อลดแสงสะท้อนยามต้องขับขี่ ท่ามกลางแสงแดด ส่วนตัวเบาะและแผงประตูในรถคันทดสอบใช้สีน้ำตาลอ่อน บวกกับลายไม้สีเข้มที่คาดกลางชุดคอนโซล แผงประตูก็ยังมีงานลายไม้คาดกลางกับมือจับประตูที่หุ้มหนังแท้โดยโชว์การเย็บด้วยตะเข็บด้ายสีขาวเช่นเดียวกับเบาะนั่งทุกตำแหน่ง

คอนโซลกลางมีจอแสดงผลขนาด 6 นิ้ว ช่องแอร์ทรงเหลี่ยมใช้งานพลาสติกที่ทำออกมาให้ดูคล้ายกับอลูมินัมอัลลอยสีเงิน ชุดเครื่องเสียงแบบดิจิตอล ใช้งานร่วมแกนกับจอแสดงผล มีช่องใส่แผ่น CD/DVD/MP3 ได้ถึง 6 แผ่น ต่ำลงมาจากชุดเครื่องเสียงบนคอนโซลกลางเป็นที่อยู่ของชุดควบคุมอุณหภูมิแบบดิจิตอล ซุ้มเกียร์ล้อมกรอบด้วยงานลายไม้พร้อมช่องจุดบุหรี่และชิ้นงานอัลลอยทรงเหลี่ยมที่เน้นความหรูหราน่าใช้งาน หัวเกียร์ออโต้หุ้มด้วยงานไม้และหนัง พร้อมถุงหนังแท้สีน้ำตาลเข้มที่ใช้ห่อหุ้มคันเกียร์ ถัดจากซุ้มคันเกียร์เป็นปุ่มควบคุมและสั่งงานโหมดต่างๆ ของตัวรถที่คล้ายกับสวิตช์ I-Drive ของ BMW แต่มีขนาดที่เล็กกว่าและใช้งานได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีโปรแกรมการสั่งงานไม่สลับซับซ้อนเท่ากับปุ่ม I-Drive ของ BMW พนักเท้าแขนถูกออกแบบให้ภายในเป็นช่องเก็บของพวกแผ่น CD และที่ใส่แก้วน้ำซึ่งกลายเป็นของจำเป็นสำหรับยนตรกรรมทุกคันในยุคนี้

วงพวงมาลัยแบบสี่ก้าน หุ้มหนังแท้จับได้อย่างกระชับมือ มีสวิตช์มัลติฟังก์ชั่นมาให้ปรับแต่งเครื่องเสียง รับหรือวางโทรศัพท์ไร้สายแบบ Bluetooth ส่วนการปรับตั้งระบบตั้งความเร็วแบบอัตโนมัติหรือ Cruise Control หน้าปัดวัดความเร็วถูกออกแบบให้อยู่ในตำแหน่งใจกลางเพื่อให้อ่านค่าได้ง่าย มีตัวเลขความเร็วถึง 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่วิ่งจริงคงไม่ถึง ส่วนหน้าปัดวัดรอบเครื่องยนต์อยู่ทางขวามือ มีตัวเลขให้มาถึง 8,000 รอบต่อนาที หน้าปัดด้านซ้ายมือเป็นนาฬิกาแบบดิจิตอลแต่ใช้รูปแบบเป็นเข็มเพื่อความคลาสสิก ผ้าหุ้มหลังคาโทนสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเป็นสีเดียวกันกับตัวเบาะในรถคันทดสอบช่วยทำให้แสงและเงาของห้องโดยสารเจ้า New E-Class NGT มีความนุ่มละมุนมากขึ้นจากการเลือกใช้เฉดสีและวัสดุอุปกรณ์ภายในที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างกลมกลืนมากที่สุดแล้ว

เครื่องยนต์ ของ New E-Class NGT เป็นเครื่องยนต์ 4 กระบอกสูบ 16 วาล์ว พร้อมชุดคอมเพรสเซอร์ ปริมาตรความจุ 1,796 ซีซี มีเรี่ยวแรงถึง 163 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที ส่วนแรงบิดอยู่ในระดับ 240 นิวตันเมตรที่ 3,000-4,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมด้วยระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-Touch Shift ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการทำงานของเกียร์ได้ 2 รูปแบบคือโหมด E สำหรับการขับขี่แบบประหยัดและโหมด S สำหรับการขับขี่แบบสปอร์ต อัดจาก 0-100 กิโลเมตรได้ใน 10.4 วินาที และมีความเร็วปลายคันเร่งที่ 224 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกินพอสำหรับถนนหนทางในประเทศไทย ส่วนอัตราการสิ้นเปลืองทั้งก๊าซและเชื้อเพลิงมีตัวเลขดังนี้

–น้ำมันเบนซิน……………………เฉลี่ย 8.1-8.5 นอกเมือง 6.1-6.6 ในเมือง
–ก๊าซ………………………………..เฉลี่ย 5.5 นอกเมือง 4.2 ในเมือง
–อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลิตรต่อ 100 กิโลเมตร =11.5-11.8 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ในเมือง)
–อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงลิตรต่อ 100 กิโลเมตร = 6.1-6.6 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (นอกเมือง)

ติดตามอ่าน ทดลองขับ Mercedes Benz E200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE ได้ในตอนต่อไปครับ

Mercedes Benz E200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE Specifications
แบบ…………………………………………..ซีดาน 4 ประตู
ผู้ผลิต…………………………………………Mercedes Benz AG เยอรมนี
เครื่องยนต์………………………………….เบนซินแถวเรียง 4 สูบ DOHC รหัส M271
ลักษณะการวางเครื่องยนต์……………เครื่องยนต์วางด้านหน้า-ขับเคลื่อนล้อหลัง
วาล์ว………………………………………….4 วาล์วต่อ 1 กระบอกสูบ = 16 วาล์ว
ปริมาตรความจุ……………………………1.8 ลิตร -1,796 ซีซี
กระบอกสูบxช่วงชัก………………………82.0 มิลลิเมตร x 85.0 มิลลิเมตร
Specific torque…………………………….133.63 Nm/litre
Unitary capacity…………………………..449 cc per cylinder
ระบบส่งกำลัง………………………………เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมด้วยระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-Touch Shift ควบคุมการทำงานด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์
แรงม้าสูงสุด………………………………..163 แรงม้าที่ 5,500 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด……………………………….240 นิวตันเมตรที่ 3,000-4,000 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง……………………………………..0-100 กิโลเมตรใน 10.4 วินาที
ความเร็วสูงสุด…………………………….224 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ระบบอัดอากาศ……………………………ซุปเปอร์ชาร์จ
ระบบระบายความร้อน…………………..น้ำในหม้อน้ำ พัดลมระบายความร้อนแบบแปรผัน
ระบบรองรับ…………………………………มัลติลิงก์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ล้อ และยาง…………………………………..อัลลอยลาย 10 ก้านคู่ขนาด 17 นิ้ว ยาง Michelin รุ่น Pilot Preceda ไซล์ 245/45/R17 95W ทั้งสี่ล้อ
ระบบเบรก…………………………………..ดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อม ABS EBD BA
มิติตัวถัง
ความกว้าง…………………………………..1,854 มิลลิเมตร
ความยาว…………………………………….4,868 มิลลิเมตร
ความสูง………………………………………1,472 มิลลิเมตร
ความจุถังเชื้อเพลิง………………………..80 ลิตร
ความจุถังแก๊ซ………………………………19.5 กิโลกรัม รวม 3 ถัง
ราคาในประเทศไทย……………………..Mercedes Benz E200 NGT BlueEFFICIENCY ELEGANCE 3,549,000 บาท

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom

ตัวลุยสุดหล่อ NEW SUBARU XV 2.0i-S

January 5th, 2012

NEW SUBARU XV 2.0i-S

เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ทั้งที่โตเกียวมอเตอร์โชว์ 2011 และ มหกรรมยานยนต์ มอเตอร์เอ็กซ์โป 2011 กับยนตรกรรม Crossover คันล่าสุดของค่าย Subaru ที่พกพาสมรรถนะและความหล่อมาแบบเต็มพิกัด มันคือสุดหล่อตัวเล็กจอมลุย Subaru XV 2.0i-S

วันที่ 8 ธันวาคม 2554 ภายในงานแสดงรถยนต์ มหกรรมยานยนต์หรือ Motor Expo 2011 บริษัท Motor Image ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Subaru ในประเทศไทยทำการเปิดผ้าคลุมรถ Crossover รุ่นใหม่ล่าสุด Subaru XV ตัวลุยขนาดกะทัดรัดที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยช่วงกลางปีหน้า (2555) พร้อมพกพาสมรรถนะในการขับเคลื่อนที่ไม่เป็นรองค่ายใด กับประโยชน์ใช้สอยและรูปทรงที่ดุดันโดนใจวัยแรง ด้วยขนาดที่กำลังดีไม่ใหญ่โตจนเกินไป รวมถึงสิ่งที่โดดเด่นของค่ายรถเจ้าของสัญลักษณ์หมู่ดาว นั่นคือระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อตลอดเวลาหรือ Subaru AWD

การเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้งานแสดงรถยนต์ครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงปลายปี ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เรียกร้องความสนใจจากสื่อมวลชนและกลุ่มลูกค้าสาวกผู้จงรักภักดีต่อแบรนด์ Subaru ได้เป็นอย่างดี หลังจากการเปิดตัวไปแล้ว รถ Subaru XV Compect-Crossover คันนี้จะเริ่มต้นเดินสายการผลิต ภายในโรงงานประกอบรถยนต์ของบริษัท Subaru TCMA ในประเทศมาเลเซีย ตามข้อตกลงในความร่วมมือกันระหว่างบริษัท Subaru Tanjong Motor กับบริษัท Fuji Heavy Industries Ltd. เพื่อดำเนินงานประกอบตัวรถ Subaru XV Compect-Crossover ที่ประเทศมาเลเซีย โดยไลน์การผลิตจะเริ่มต้นที่รุ่น XV 2.0i เป็นโมเดลแรกสุด ทั้งนี้ รถ Subaru XV2.0i-S จะเริ่มต้นสายการผลิตภายในเดือนตุลาคม 2555 เพื่อส่งออกจำหน่ายในประเทศมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ผ่านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Subaru ในเครือข่ายของตันจงกรุ๊ป สำหรับในประเทศไทยนั้น บริษัท Motor Image ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Subaru ในประเทศไทย จะเริ่มต้นเปิดให้ลูกค้าจองรถ Subaru XV2.0i-S ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ที่โชว์รูมรถยนต์ Subaru บนถนนเสรีไทย รวมถึงตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตในกรุงเทพมหานคร

Subaru XV Compect-Crossover ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อการใช้งาน สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบแบรนด์ Subaru โดยใช้จุดเด่นเช่น

1.รูปลักษณ์ที่ปราดเปรียวแข็งแกร่ง เล็กกะทัดรัดไม่ใหญ่โตเทอะทะ

2.สมรรถนะของการขับขี่ควบคุมไม่เป็นรอง Crossover ค่ายใด

3.ระบบความปลอดภัยได้มาตรฐาน

4.ห้องโดยสารและพื้นที่ใช้สอยถูกออกแบบให้กว้างขวางแม้ตัวถังจะมีขนาดกะทัดรัด

5.สมรรถนะในการขับขี่และอุปกรณ์ภายในครบครันเพื่อการขับใช้งานในเมืองหรือเดินทางไกล

รถ Subaru XV วางเครื่องยนต์ Boxer สูบนอนยันรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งถูกพัฒนามาเพื่อสร้างอัตราเร่งในรอบเครื่องยนต์ต่ำช่วงออกตัวได้ดีขึ้น ให้แรงบิดสูงแม้จะอยู่ในรอบเครื่องยนต์ต่ำและตัวรถมีความเร็วต่ำ เครื่องยนต์สูบนอน Boxer แบบแถวเรียงนับเป็นเครื่อง Boxer 2.0 ลิตรในเจเนอเรชั่นที่ 3 ซึ่งถูกออกแบบมาให้มีช่วงชักของลูกสูบยาวขึ้นเพื่อลดอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ผสมผสานกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาแบบ Symestrical AWD เอกสิทธิ์เฉพาะของค่ายหมู่ดาว ทำให้เจ้า Subaru XV ให้ประสิทธิภาพและเสถียรภาพในระหว่างการขับขี่ที่ไม่เป็นรอง Crossover ของค่ายใด

เครื่องยนต์ Boxer สูบนอนแบบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป DOHC ปริมาตรความจุ 2.0 ลิตรตัวใหม่นี้ มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบล่าสุดหรือ Lineartronic CVT ซึ่งเป็นระบบส่งกำลังแปรผันต่อเนื่อง Continuous Variable Transmission ซึ่งเกียร์ลูกนี้จะมีสมรรถนะที่โดดเด่นกว่าเกียร์อัตโนมัติรุ่นอื่น ทั้งในเรื่องของการส่งถ่ายแรงบิดไปยังเพลาขับ รวมถึงประสิทธิภาพโดยรวมของการใช้งานในทุกสภาพเส้นทาง มันถูกออกแบบปรับทดมาให้ขับขี่ได้อย่างเร้าใจ ส่วนระบบควบคุมวาล์วแบบก้าวหน้าหรือ Active Valve Control System AVCS ถูกวิศวกรของ Subaru พัฒนาร่วมกับเครื่องยนต์ ช่วยเพิ่มแรงบิดรอบต่ำได้ดี ให้อัตราเร่งที่ดี ไม่รอรอบ ไม่ว่าจะออกตัวหรือขับขี่ท่ามกลางสภาพถนนในทุกสภาวะ

จุดศูนย์ถ่วง ของตัวรถที่ต่ำกว่าปกติจากการวางเครื่องยนต์แบบ Boxer สูบนอน (ต่ำกว่าเครื่องยนต์แถวเรียงแบบปกติถึง 110 มิลลิเมตร) ทำให้การยึดเกาะกับพื้นผิวถนน การเลี้ยว และประสิทธิภาพของการทรงตัวในทุกย่านความเร็วดีขึ้นกว่ารถแบบ Crossover ทั่วๆ ไป ห้องโดยสารมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบ พื้นที่ใช้สอยพอเพียงต่อการโดยสารและขนสัมภาระจากรูปแบบ 5 ประตูของเจ้า XV เบาะทุกตำแหน่งนั่งสบาย มีพื้นที่ีในการวางเท้าอย่างเหลือเฟือ ส่วนตำแหน่งท่านั่งในการขับขี่ควบคุมสามารถปรับระดับความสูงของตัวเบาะได้ หลากหลาย คอยพบกับ All New Subaru XV 2.0i-S ได้ภายในเดือนกรกฎาคม 2555 ที่จะถึงนี้ ในโชว์รูมของบริษัท Motor Image ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Subaru แห่งเดียวในประเทศไทยบนถนนเสรีไทย.

Subaru XV 2.0i-S Specifications
แบบ……………………………………..Crossover อเนกประสงค์ 5 ประตู ขับเคลื่อน 4 ล้อ
ผู้ผลิต…………………………………… Fuji Heavy Industries Japan
เครื่องยนต์…………………………….Boxer สูบนอน เพลาราวลิ้นคู่เหนือฝาสูบ DOHC
ปริมาตรความจุ……………………..1,995 ซีซี
กระบอกสูบxช่วงชัก………………..84.0 มิลลิเมตรx90.0มิลลิเมตร
วาล์ว……………………………………..4 วาล์วต่อ 1 กระบอกสูบ=16วาล์ว
อัตราส่วนกำลังอัด…………………..10.50:1
แรงม้าสูงสุด………………………….150.1 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด………………………….196 นิวตันเมตรที่ 4,200 รอบต่อนาที
แรงม้าต่อน้ำหนัก……………………114.73 แรงม้า/ตัน
ระบบขับเคลื่อน………………………ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา AWD
ระบบส่งกำลัง…………………………Lineartronic CVT แปรผันต่อเนื่อง Continuous Variable Transmission
Specific torque………………………98.25 Nm/litre
Lubrication……………………………Wet sump
bmep…………………………………….1234.6 kPa (179.1 psi)
Unitary capacity……………………..498.75 cc per cylinder
ระบบระบายความร้อน……………..น้ำในหม้อน้ำ พัดลมไฟฟ้า
ระบบรองรับ
ด้านหน้า…………………………………แมคเฟอร์สันสตรัท สปริง โช้คอัพ เหล็กกันโคลง
ด้านหลัง…………………………………ปีกนกแบบสองชั้น สปริง
ล้อและยาง……………………………..อัลลอยขนาด 17 นิ้ว ยาง 225/55/R17 ทั้ง 4 ล้อ
ระบบเบรก……………………………..ดิสเบรกทั้ง 4 ล้อพร้อมระบบป้องกันล้อล็อก ABS 4 ทิศทางและชุดเสริมแรงเบรก EBD
มิติตัวถัง
ความกว้าง……………………………..1,780 มิลลิเมตร
ความยาว……………………………….4,450 มิลลิเมตร
ความสูง…………………………………1,615 มิลลิเมตร
ปริมาตรความจุถังเชื้อเพลิง………55 ลิตร
ราคาในประเทศไทย………………..ยังไม่กำหนด

Arcom roumsuwan
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook http://www.facebook.com/chang.arcom